ฐิติพันธ์ลงครึ่งหลัง! โออิตะต้านไม่อยู่พ่ายฟรอนทาเล 1-3

การแข่งขันบอล เจ 1 ลีก 2019 ระหว่าง คาวาซากิ ฟรอนทาเล ชั้น 4 พบ โออิตะ ufa1688  ทรินิตะ ชั้น 5 ที่สนาม คาวาซากิ โทโดโรกิ สเตเดียม เวลา 17.00 น.

ฟรอนทาเล พึ่งจะลงอุ่นเครื่องเอาชนะ เชลซี เจ้าของแชมป์ยูโรป้าลีกปีปัจจุบัน 1-0 ส่วนเกมลีก เอาชนะ เอฟซี โตเกียว มาได้ 3-0 และไม่แพ้ใครวนลีกมา 14 นัด เกมนี้ ยู โคบายาชิ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงแทนที่ เลอันโดร ดามิเยา

ส่วน โออิตะ พึ่งเอาชนะ คอนซาโดเล ซัปโปโร มา 2-1 เกมนี้จัดการส่งผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนามนำโดย อาดู โอนาอิวู ร่วมถึง เรียวสุเกะ มาเอดะ ส่วน ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กองกลางชาวไทยมีชื่อในม้านั่งเสารอง
เกมมาสนุกในช่วงหลัง น.51 เป็นเจ้าบ้านที่มาได้ประตูอออกนำ 1-0 จากจังหวะที่ โฮคุโตะ ชิโมดะ จ่ายบอลหลุดไปให้ มานาบุ ไซโตะ ยิงเข้าไปไม่พลาด

น.54 โออิตะ ที่ใช้เกมสวนกลับมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 เมื่อ โนริอากิ ฟูจิโมโตะ กองหน้าผู้เล่นสำรองแตะบอลให้ อาดู โอนาอิวู หลุดเข้าไปยิงไม่เหลือ

น.61 ฟรอนทาเล โหมบุกอย่างหนักมาได้ประตูขึ้นนำเป็น 2-1 เมื่อ เคนโงะ นากามูระ มิดฟิลด์มากประสบการณ์จ่ายหลุดไปให้ ยู โคบายาชิ แหวกแนวรับเข้าไปยิงอย่างเหนือชั้น

น.66 โออิตะ แก้เกมส่ง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ มิดฟิลด์ชาวไทยลงเล่นแทน เรียวสุเกะ มาเอดะ ที่หน้าที่เริ่มน้อยลง

น.85 แม้ โออิตะ จะพยายามโหมบุกเอาประตูคืนแต่กลับโดน ฟรอนทาเล สวนคืน 3-1 จากจังหวะที่ เลอันโดร ดามิเยา หลุดเข้าไปในกรอบก่อนจ่ายให้ ฮิโรยูกิ อาเบะ หลุดเข้าไปยิงไม่เหลือ และจบด้วยสกอร์นี้ทันที

3 คะแนนในเกมดังที่กล่าวผ่านมาแล้วในเกมนี้ทำให้ ฟรอนทาเล มีเพิ่มเป็น 38 คะแนนรั้งชั้น 3 ของตาราง ตามหลัง เอฟซี โตเกียว จ่าฝูงเพียง 4 คะแนนและแข่งน้อยกว่า 1 นัด

สำหรับ โปรแกรมต่อไปของ โออิตะ ทรินิตะ จะบุกเยือน ซางัน โทสุ ในวันที่ 4 สิงหาคม เวลา 17.30 น.

โกล เมืองไทย เปิดสถิติหัวหน้าผู้ฝึกสอนของ การท่าเรือ เอฟซี ในยุค “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ เป็นประธานสโมสรฯ เริ่มงานนัดแรกจบด้วยผล “แพ้” เปิดฉากสนามทุกคนยกเว้น จเด็จ มีลาภ

“สิงห์เจ้าท่า” จบท็อปทรีไทยลีกเมื่อปี 2018 ปัจจุบันแข่ง 19 นัดรั้งชั้น 5 ตามหลังจ่าฝูง 5 คะแนน โตโยต้า ไทยลีก 2019 และอยู่ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายบอลถ้วย ช้าง เอฟเอ คัพ 2019 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้ง โชคทวี พรหมรัตน์ เป็นกุนซือใหม่รายที่ 8 ขยับ จเด็จ มีลาภ ขึ้นนั่งประธานข้างเทคนิคฯ

“โค้ชโชค” เริ่มคุมซ้อมตั้งแต่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมีเวลา 6 วันเตรียมทีมก่อนเปิดฉากคุมทัพ การท่าเรือ เอฟซี นัดแรกอย่างเป็นทางการพบ สุโขทัย เอฟซี ทีมชั้น 13 แต้มเท่าทีมโซนตกชั้น แข่งขันวันอาทิตย์ 28 เดือนกรกฎาคม นี้ เวลา 19.00

โกล เมืองไทย ย้อนสถิติเกมแรกของเหล่ากุนซือ “สิงห์เจ้าท่า” ในยุคมาดามแป้ง
สมชาย ชวยบุญชุม
(เยือน) แพ้ บุรีรัมย์ 2-0 ไทยลีก 2015

ไพบูลย์ เลิศวิมลรัตน์
เตรียมทีม 2 วัน (เยือน) แพ้ ศรีสะเกษ 2-1 ไทยลีก 2015

แกรี่ สตีเวนส์
เตรียมทีม 5 วัน (เหย้า) แพ้ ราชบุรี 0-1 ไทยลีก 2015

สมชาย ทรัพย์เพิ่ม มีชื่อเป็นโค้ชคู่แต่ให้ แกรี่ คุมสั่งลา
เตรียมทีม 5 วัน (เหย้า) แพ้ บีจี 0-1 ไทยลีก 2015

มาซาฮิโร วาดะ
เตรียมทีม 4 วัน (เยือน) บุกแพ้ ราชบุรี 1-0 ไทยลีก 2015

จเด็จ มีลาภ
เตรียมทีม 2 วัน (เหย้า) ชนะ เทโร 1-0 ช้างเอฟเอคัพ 2016

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง
เตรียมทีม 2 วัน (เหย้า) แพ้ ทรู แบงค็อก 0-3 ไทยลีก 2017

จเด็จ มีลาภ *กลับมาเป็นกุนซือหนที่ 2
เตรียมทีม 3 วัน (เยือน) ชนะ พัทยา ยูไนเต็ด 2-5 ไทยลีก 2017

ใส่ดวลชัยนาท!บุรีรัมย์จับมือ”Syntrel”ผลิตเสื้อฉลอง 10 ปี

ปราสาทสายฟ้า มาพร้อมแนวคิดรักษ์โลกเปิดตัวเสื้อผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ufa1688  พร้อมลายแผนที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนใส่ดวลนกใหญ่เกมโตโยต้าไทยลีก 22 กันยายนนี้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2562 ที่ห้อง West Wing ชั้น 3 โรงแรม Oriental Residence Bangkok ถนนวิทยุ บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด ร่วมกับ บริษัท นันยางการทออุตสาหกรรม จำกัด

ภายใต้แบรนด์ Syntrel ผู้ผลิตเสื้อแข่งขันให้กับทัพปราสาทสายฟ้า ได้ทำการเปิดตัวเสื้อครบรอบ 10 ปี สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยมี นายเนวิน ชิดชอบ ประธาน บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด

และนายวินยุตม์ คชภักดี ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายดำเนินการ บริษัท นันยางการทออุตสาหกรรม จำกัด ร่วมกันเป็นประธานในงานแถลงข่าว

โดยเสื้อฉลองครบรอบ 10 ปี ของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ผลิตขึ้นเพียง 20,000 ตัว จะเป็นชุดเกราะให้กับเหล่าขุนพลปราสาทสายฟ้า ใช้สวมใส่ลงแข่งขันในศึกบอลโตโยต้า ไทยลีก 2019

ในเกมที่จะเปิด ช้าง อารีนา รับการมาเยือนของ ชัยนาท ฮอร์นบิล ในวันที่ 22 กันยายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นเสื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะมาจากสโลแกนของสโมสร “Breath of Buriram”

มีลายผ้าเป็นแผนที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้บ่งชี้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเมืองไทย ที่เติบโตมาด้วยการสร้างเมืองด้วยกีฬา ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนตัวของเนื้อผ้านั้นผลิตมาจากเส้นใย recycle ที่ถักทอมาจากขวดพลาสติกที่ใช้แล้ว เป็นอีกหนึ่งความใส่ใจต่อแฟนบอล ต่อสาธารณะและโลกของเรา

ดังนี้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีความตั้งมั่นที่ต้องการจะเป็นส่วนในการกระตุ้นจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในแบบของชาวบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ให้ “เรามีเรา” แบบงี้ตลอดไป

ทั้งนี้เส้นใย recycle ที่ผ่านกระบวนการ และเทคโนโลยี ให้ได้เส้นใยในระดับ performance เพื่อให้ให้สวมใส่สบาย ทั้งยามเล่นกีฬาและทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

สำหรับเสื้อ 1 ตัว จะใช้ขวดพลาสติกที่ใช้แล้ว 17 ขวดในการผลิต ทั้ง tag สินค้าต่าง ๆ ในคอลเลคชั่น 10 ปี ยังใช้กระดาษฟางข้าว ซึ่งผสมเมล็ดพันธุ์พืชเอาไว้ สามารถนำไปแช่น้ำและปลูกเป็นต้นไม้  โออิตะแถลงผ่านเว็บสโมสรว่า ฐิติพันธ์ จะหมดสิทธิ์ช่วยทีม 8 สัปดาห์ (2 เดือน) หลังเจ็บจากเกมทีมชาติ

โออิตะ ทรินิตะ ทีมในเจลีก ประกาศว่า ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กองกลางชาวไทย จำเป็นจะต้องพักและรักษาตัวจากอากาศบาดเจ็บหลังจากเกมบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก ที่ทีมชาติไทยเปิดบ้านเสมอกับทีมชาติเวียดนาม 0-0

มิดฟิลด์จาก โออิตะ ถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วง 15 นาทีสุดท้าย ก่อนที่ทางแพทย์ทีมช้างศึกได้ออกมาอัพเดทว่าอาการฉีกขาดของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง ก่อนที่ ฐิติพันธ์ จะบินกลับไปรักษาตัวที่สโมสรทันที
แนวรุกจากบุรีรัมย์เอ่ยถึงท่าแสดงความดีงามใจหลังยิงสองประตูให้ทัพช้างศึกบุกเอาชนะอินโดนีเซีย 3-0

สุภโชค สารชาติ แนวรุกทีมชาติไทย เผยถึงที่มาท่าดีใจในเกมที่พาทีมบุกเอาชนะ ทีมชาติอินโดนีเซีย 3-0 และขอมอบ 3 คะแนนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วให้แก่แฟนบอลช้างศึก

ดาวเตะจากบุรีรัมย์ โดนกระแสวิจารณ์อย่างหนักในเกมคัดบอลโลกที่เสมอกับเวียดนาม 0-0 ก่อนจะมาปลดล็อค 2 ประตู และได้ทำท่ากางแขนและเอามืออุดหู ในเกมบุกเอาชนะอินโดนีเซีย 3-0

และยังส่งช้างศึกขึ้นรั้งจ่าฝูงของกลุ่มจี “ดีใจครับ ที่ยิงประตูได้และทีมชนะด้วย ถือเป็นการปลดล็อคด้วย ซึ่งตัวผมเองก็โดนกระแสมาเหมือนกัน แต่ผมก็ได้กำลังใจจากครอบครัวและพี่ๆภายในทีมคอยบอกว่าไม่ต้องคิดมาก”

“ซึ่งเกมปัจจุบันผมก็ปลดล็อค รู้สึกโล่งเลยครับ วินาทีแรกที่ยิงประตูได้ก็โล่งเลยครับ เพราะมันกดดันพอสมควร ส่วนท่าดีใจมันก็เป็นท่าดีใจปกติที่ผมทำอยู่กับบุรีรัมย์ อยู่แล้ว

“ยิงเข้าผมก็อยากทำท่าดีใจ ผมก็มีสไตล์ของผม ส่วนสองประตูที่ทำได้ก็ขอมอบให้กับแฟนบอล และขอขอบคุณแฟนบอลที่ส่งกำลังใจเชียร์ทีมชาติไทย”
นายด่านช้างศึก พอใจหลังช่วยช้างศึกคลีนชีทในเกมคัดบอลโลก แต่ยังไม่ขอมองตำแหน่งมือหนึ่งยาวๆ

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ผู้รักษาประตูทีมชาติไทย เผยพอใจหลังช่วยทีมเก็บคลีนชีทในบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก รอบสอง ตลอดสองเกมที่ผ่านมา แต่ยังไม่ขอมองการยึดตำแหน่งมือหนึ่งของทัพช้างศึกระยะยาว

นายด่านวัย 35 ปี ได้รับโอกาสจาก อากิระ นิชิโนะ เทรนเนอร์ชาวญี่ปุ่น รับหน้าที่กัปตันทีมพร้อมตำแหน่งมือหนึ่งในบอลโลก รอบคัดเลือกกับ เวียดนาม และ อินโดนีเซีย

ก่อนจะช่วยช้างศึกเก็บคลีนชีทไดัสำเร็จ ทะยานรั้งจ่าฝูงกลุ่มจีอยู่ขณะนี้ “ก็ดีใจนะครับ เพราะสองนัดเรามี 4 แต้มแล้ว แต่ที่ดีใจมากๆคือเราคลีนชีททั้งสองนัด” กัปตันช้างศึก เริ่มกล่าว

“เรารู้สึกเครียดๆกัน เวลากระตุ้นน้องๆก็ได้แต่บอกให้ผ่อนคลายให้รีแลกซ์เพื่อให้ให้โชว์ผลงานออกมาดีที่สุด ช่วงหลังเราคุยกันว่าให้ใจเย็นขึ้น และเฉียบคมขึ้น และบอกให้ยิงเยอะๆเพราะมันมีผลต่อลูกได้เสีย”

“ก็โอเคนะครับ และพอใจกับตัวเอง เพราะคลีนชีทสองเกมในบอลโลกไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนหน้านี้อินโดนีเซียเขาก็ยิงมาเลเซียถึงสองลูกในบ้าน เราก็ต้องสั่งการในเกมรับทุกอย่าง”

อบจ.ตราด ร่วมบริจาคเงิน 1.6 แสน ช่วยจ่ายค่าปรับ ตราด เอฟซี

สมาชิกสภา อบจ.ตราด ร่วมแรงร่วมใจบริจาคช่วยเหลือค่าปรับให้ช้างขาวจ้าวเกาะ ufa1688  สมาชิกวุฒิสภา องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด บริจาคเงินรวม 160,000 บาท เพื่อช่วยเหลือค่าปรับให้สโมสรฟุตบอล ตราด เอฟซี ทีมในศึกโตโยต้าไทยลีก

ช้างขาวจ้าวเกาะ ถูกคณะวินัยฯ สั่งปรับเงินรวมทั้งสิ้น 160,000 บาท หลังเกิดเหตุการณ์ที่ทำผิดข้อบังคับหลายอย่าง ในเกมโตโยต้าไทยลีกที่เปิดบ้านพ่าย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-0 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา ล่าสุดทาง สมาชิกสภาอบจ.ตราดมีความประสงค์ที่จะร่วมช่วยสนับสนุนช่วยเหลือทางสโมสร

เนื่องจากที่ผ่านมา สโมสรตราดเอฟซี ที่เกิดภายใต้แรงสนับสนุนของ วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายกอบจ.ตราด และได้ส่งเสริมให้เยาวชนได้หันมาเล่นกีฬา เนื่องจากเห็นความสำเร็จของสโมสร แม้จะได้รับทราบว่า ทางสโมสรตราดเอฟซีไม่ต้องการให้เป็นภาระของสาวกที่ต้องการช่วยเหลือ จึงเสนอให้ที่ประชุมได้พิจารณาและขอให้นายกอบจ.ตราดรับการสนับสนุนด้วย

นายวิเชียร ได้กล่าวว่า “ต้องขอบคุณแทนคณะกรรมการ,สตาฟฟ์โค้ช นักเตะ ที่ทางสมาชิกสภาอบจ.ตราดได้เห็นความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาทางสมาชิกสภาอบจ.ตราดได้ให้การสนับสนุนสโมสรตราดเอฟซีทั้งทางตรงและทางอ้อม นับเป็นน้ำใจของท่านสมาชิกสภาอบจ.ตราดทุกคน และจะขอรับไว้เพื่อรับน้ำใจจากทุกคน และจะแจ้งไปยังกองเชียรชาวตราดทุกคน”

“ว่าทางสมาชิกสภาอบจ.ตราดได้สนับสนุนเงินค่าปรับทั้งหมดแล้ว หากกองเชียรจะสนับสนุนก็ขอให้ช่วยซื้อเสื้อหรือผ้าพันคอทีทยังเหลือจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือ ทางสโมสรก็พร้อมรับ และในเกมการแข่งขันในวันที่ 24 สิงหาคม 2562 กับทีมพีทีที ระยอง ขอให้นำผ้าพันคอมาร่วมเชียร์กันมากๆด้วย”

ทุกวันนี้ ตราด เอฟซี รั้งอันดับ 9 ของตาราง ห่างจากโซนตกชั้น 5 คะแนน โดย Program ต่อไป มีคิวบุกเยือน เชียงใหม่ เอฟซี อันดับสุดท้าย ในศึกโตโยต้า 

กุนซือปราสาทสายฟ้า เปิดใจ หลังผ่าน Program โหด เล่นนอกบ้าน 7 นัดติด แต่ยังเป็นทีมเดียว ที่มีลุ้น 3 แชมป์ในขณะนี้

โบซิดาร์ บันโดวิช กุนซือบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ชื่นชมลูกทีมที่เล่นด้วยหัวใจ ในขณะที่สภาพร่างกายค่อนข้างล้า ก่อนชนะหนองบัวพิชญ เอฟซี 2-0 ในรอบรองชนะเลิศโตโยต้า ลีก คัพ 2019 วันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา

ปราสาทสายฟ้า เล่นนอกบ้านเป็นนัดที่ 7 ติดต่อกัน ก่อนผ่านเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ โตโยต้า ลีก คัพ ได้สำเร็จ

และทุกวันนี้พวกเขาเป็นทีมเดียวที่เหลือลุ้น 3 แชมป์ รวมกับอีก 2 ถ้วยอย่าง โตโยต้า ไทยลีก ที่นำเป็นผู้นำ และช้าง เอฟเอ คัพ ที่ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้าย

บอสโก้ กล่าวว่า “ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนักเตะทุกคนที่สู้ จนสามารถผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศได้ เกมนี้เราชนะด้วยเรื่องของประสบการณ์ และคาแรคเตอร์ของผู้ชนะ”

“ ที่ทุกคนแสดงออกมาในสนาม หลังกับเราออกนำเร็ว 1-0 หนองบัว พิชญ ก็มีโอกาสที่จะได้ลุ้นประตูอยู่ 1-2 ครั้ง แต่เราก็รักษาความได้เปรียบไว้ได้จนจบครึ่งเวลาแรก”

” พอมาครึ่งเวลาหลัง เราได้ประตูที่ 2 ทุกอย่างก็ดูดีขึ้น เราเล่นได้ง่ายขึ้น เกมนี้สำหรับผม ไม่ใช่เกมที่ดีที่สุดจากผลงานที่ผ่านมา แต่เป็นเกมที่ทุกคนสู้ได้อย่างดี ทุกคนสู้ด้วยหัวใจ”

“การที่เราออกมาเล่นนอกบ้านนานเกือบจะ 1 เดือน เป็นเรื่องที่จัดการค่อนข้างลำบากมาก ทุกคนเหนื่อย แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะสู้”

หัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวเซอร์เบีย เปิดบอกต่อว่า “จากนี้ไปเราจะได้กลับไปเล่นในบ้านอีก 2 เกม ก่อนที่จะหลีกทางให้กับทีมชาติ ซึ่งเราก็จะได้พักอย่างเต็มที่”

“เราก็คงต้องกลับไปทำงานหนักกันต่อ เพื่อรักษาความได้เปรียบต่างๆ ในการแข่งขันของเรา ขณะนี้เป็นเรื่องที่ดีที่ก่อนเริ่มฤดูกาลเราคว้าแชมป์มาได้ 1 แชมป์ (ไทยแลนด์แชมเปียนส์คัพ)”

“และวันนี้เรามาเข้าชิงอีกทุกคนมีความสุขมาก อย่างที่ผมเคยพูดเสมอว่า ไม่ว่าจะเริ่มยังไง มันไม่สำคัญ มันสำคัญว่า สุดท้ายแล้วจะจบยังไงมากกว่า ก็ขอขอบคุณทุกคนมาก”

“ผมรู้ว่านักเตะทุกคนเหนื่อย แต่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ต้องการชัยชนะทุกนัด พวกเราจึงมีหัวใจที่แข็งแกร่ง พร้อมที่จะสู้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ฤดูกาลนี้แต่ที่ผ่านมาตลอด 3 ปี”

“เราก็เตรียมตัวเตรียมทีมที่จะเล่น 3 วัน 1 แมตช์มาตลอด เราต้องทำทุกทางเพื่อให้นักเตะพร้อมตลอด ทั้งร่างกาย และสภาพจิตใจ” บอสโก้ ปิดท้าย

แต่หลังต่อไปนาทีที่ 106 เกมกลับมาเสมอกันอีกครั้งจากจังหวะฟาวล์หน้าเจตโทษ พีที ประจวบ และเป็น พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ รับหน้าที่สังหารฟรีคิกส่งบอลตุงตาข่ายสวยงามพา สิงห์ เชียงราย ตีเสมอ ประจวบ 3-3 หลังต่อไปจบ 120 นาที ยังหาผู้ชนะไม่ได้จึงต้องยิงจุดโทษตัดสิน 

และเป็น พีที ประจวบ เอฟซี ที่ยิงได้แม่นกว่าเอาชนะ แชมป์เก่า สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์รวม 6-7 โดย ต่อพิฆาต จะทำศึกนัดชิงชนะเลิศโตโยต้าลีก คัพ 2019 พบกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 28 กันยายน ณ เอสซีจี สเตเดียม

รายชื่อผู้เล่นทั้ง 2 ทีม

สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด : อภิรักษ์ วรวงษ์(GK) – ธนะศักดิ์ ศรีใส , บรินเนอร์ , ชินภัทร ลีเอาะ(น.65 ชัยวัฒน์ บุราญ) , สุริยา สิงห์มุ้ย – พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล , อี ยอง แร(น.78 พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์) , ปิยะพล ผานิชกุล(น.96 สมคิด ชำนาญศิลป์) , เอกนิษฐ์ ปัญญา(น.61 ศิวกรณ์ เตียตระกูล) – วิลเลียม เอ็นริเก , บิลล์ โรซิมาร์

พีที ประจวบ เอฟซี : หัสชัย แสนกล้า(GK) – สมภพ นิลวงษ์ , อัดนาน โอราโฮวัช(น.64 ภูริทัต จาริกานนท์) , อาร์ตยอม ฟิลิโปสยาน , อดุลย์ หมื่นสมาน , นัสตพล มาลาพันธ์(น.78 เมารินโญ) – อมร ธรรมนาม(น.56 สิโรจน์ ฉัตรทอง) , วันเฉลิม ยิ่งยง , สกุลชัย แสงโทโพธิ์(น.91 อภิชาติ เด็นหมาน) – ศรัณยู อินต๊ะราช , ฌอง ฟิลลิปป์ เมนดี

ประวัติ จูเซ็ปเป้ รอสซี่

ประวัติความเป็นมา

จูเซ็ปเป้ รอสซี่ นักเตะร่างเล็กชาวอิตาเลี่ยน เกิดช่วงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1987 ที่ เทียเน็ค, นิวเจอร์ซี่ย์ สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน ค้าแข้งอยู่กับสโมสร บียาร์เรอัล ทีมดังในศึกลา ลีกา สเปน ในตำแหน่งกองหน้า โดยพ่อ เขาเป็นเป็นอดีตโค้ชทีมบอลของโรงเรียนไฮสคูล คลิฟตัน ขณะที่ แม่ของเขา ปัจจุบันเป็นครูของโรงเรียนเดียวกันนี้    ufa1688 

เริ่มอาชีพค้าแข้ง

2000-2004 ระดับเยาวชน

รอสซี่ ก่อกำเนิดบนเส้นทางสายลูกหนังจากการปลุกปั้นในสถาบันเยาวชนลูกหนังของ ปาร์ม่า ทีมดังแห่ง เซเรีย อา อิตาลี จนแววเด่นของเจ้าหนูรอสซี่ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 17 ปี ก็ไปเตะตายอดทีมของอังกฤษ อย่าง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้าอย่างจัง จึงถูกชักนำไปสู่ทีม โดยมี "เฟอร์กี้" เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ช่วยขัดเกลาฝีแข้งของพ่อชายหนุ่มรายนี้

2004-2007 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

รอสซี่ ซึ่งเดินไปสู่รั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อกรกฎาคม 2004 ถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญในทีมสำรองของแมนฯ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเผ่านาสู่ทีม โดยในฤดูแรกที่เขาลงเล่นให้ทีมสำรองของแมนฯ ยูไนเต็ด ก็สามารถระเบิดฟอร์มได้ในทันทีทันใด ด้วยสถิติลงเล่น 19 นัด ทำได้ 13 ประตู

พฤศจิกายน 2004 ซึ่งภายหลังที่เขาเซ็นสัญญาเล่นบอลอาชีพกับสโมสรเพียง 2 สัปดาห์ รอสซี่ ใส่เสื้อหมายเลข 42 ลงสัมผัสเกมชุดใหญ่ในฐานะผู้เล่นสำรองเป็นนัดแรก ในบอลคาร์ลิ่ง คัพ รอบที่ 4 พบกับ คริสตัล พาเลซ  และในครั้งนั้นแมนฯ ยูไนเต็ด เอาชนะมาได้ 2-0

รอสซี่ ขึ้นๆ ลงๆ ในทีมสำรอง และทีมชุดใหญ่ของแมนฯ ยูฯ ตลอดฤดู 2005/2006 และเป็นกำลังสำคัญพาทีมสำรองคว้า 3 แชมป์ในปีนั้น (แชมป์ลีกสำรอง, แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ และบอลถ้วยของทีมสำรอง) ทำประตูได้ถึง 30 ประตู

แต่ความทรงจำที่มิอาจลืม ในฐานะนักเตะของแมนฯ ยูไนเต็ด คือการเปิดฉากสนามในศึกพรีเมียร์ลีกนัดแรก นัดที่พบกับซันเดอร์แลนด์ ที่เจ้าตัวสามารถทำประตูได้ทันทีในนัดเปิดซิงตัวเองบนเวทีพรีเมียร์ลีก ซึ่งนับรวมแล้ว เจ้าหนูรอสซี่ ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด 14 นัด ยิงไปทั้งสิ้น 4 ประตู

ก่อนหน้านี้ รอสซี่เคยถูก แมนฯ ยูฯ ส่งไปลับฝีแข้งกับนิวคาสเซิ่ล ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะไปกอบกู้ทีมปาร์ม่า อดีตต้นสังกัดเก่า รอดพ้นจากการตกชั้น และทำได้ 9 ประตู จาก 19 นัดที่ลงสนาม อย่างไรก็ตาม วินาทีแห่งการจากพรากก็มาถึง เมื่อยูไนเต็ดได้ทำการตกลงกันอย่างเรียบร้อยกับทางบียาร์ เรอัล สำหรับการตกลงขายจูเซ็ปเป้ รอสซี่ อย่างถาวร โดยไม่มีการเปิดเผยค่าตัวในการย้ายทีมคราวนี้

2007-ปัจจุบัน : บียาร์เรอัล

ในสีเสื้อ "เรือดำน้ำสีเหลือง" บียาร์เรอัล รอสซี่ ใส่เสื้อหมายเลข 22 ลงเปิดฉากสนามพบกับ ทีม "ไอ้ค้างคาว" บาเลนเซีย ก็สามารถทะลวงตาข่ายได้เลย และยัดเยียดความปราชัยให้กับ "ไอ้ค้างคาว" บาเลนเซีย ไป 3-0 ในแมตช์แรกของตนเอง ช่วงวันที่ 26 สิงหาคม 2007

สรุปผลงานในฤดู 2007-2008 ที่ผ่านมา เจ้าหนูรอสซี่ ผนึกกำลังกับ นิฮัต คาห์เวซี่ ศูนย์หน้าชาวเติร์ก ช่วยกันถล่มประตูคู่แข่งได้ถึง 33 ประตู พาบียาร์เรอัล เข้าไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ได้สำเร็จ

ปัจจุบัน รอสซี่ลงเล่นให้กับทีมไปแล้ว 57 นัด ทำได้ 23 ประตู

ทีมชาติอิตาลี

แม้ รอสซี่ จะถือพาสปอร์ตสองสัญชาติ ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิตาลี แต่เขาก็ตัดสินใจเลือกที่จะรับใช้ทีมชาติ "อัซซูรี่" โดยในปี 2006 รอสซี่ ได้รับการชักชวนจาก บรูซ อารีน่า โค้ชทีมชาติสหรัฐฯ ให้ร่วมฝึกซ้อมในแค้มป์เก็บตัวชุดเตรียมลุยศึกบอลโลก 2006 แต่เขาก็ปฏิเสธไป พร้อมกับให้เหตุผลว่า ตนเองปรารถนาที่จะเล่นให้กับทีมบ้านเกิดแท้ๆ ของครอบครัว

และก่อนหน้านี้ เขาก็เคยเล่นให้กับทีมระดับเยาวชนของอิตาลีมาแทบจะทุกรุ่นอยู่แล้ว ไล่ตั้งแต่ระดับ ยู-16 จนถึง ยู-21 ซึ่งปัจจุบัน เขาก็เป็่นหนึ่งในสมาชิกขุนพลอิตาลีจูเนียร์ เดินทางไปลุยศึกบอลโอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่ปักกิ่ง เมืองจีน

ลงเล่นนัดแรกให้ทีม 10 พฤศจิกายน 2004 พบกับ คริสตัล พาเลซ

จูเซ็ปเป้ รอสซี่ อาจเป็นนักเตะคนหนึ่งที่ตัวเล็กที่สุดในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่นั่นก็ไม่ใช่หัวข้อสำคัญ เมื่อมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่รอคอยเขาอยู่ข้างหน้า

ศูนย์หน้าชาวอิตาเลี่ยนที่เกิดในอเมริกาผู้นี้ย้ายจากทีมปาร์ม่า ในกัลโช่ ซีรี่ เอ ร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเดือนกรกฎาคม ปี 2004 เขาเสียเวลาไปกับการเล่นให้ทีมสำรองอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง โดยเขาลงเล่นให้ทีมสำรองของแมนฯ ยูไนเต็ด 19 นัด ทำได้ 13 ประตู

ด้วยฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจของจูเซ็ปเป้ กับทีมสำรอง ทำให้เขาถูกเรียกตัวให้ติดทีมชุดใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน 2004 ซึ่งภายหลังที่เขาเซ็นสัญญาเล่นบอลอาชีพกับสโมสรเพียง 2 สัปดาห์

เซอร์ อเล็กซ์ ให้รอสซี่ ใส่เสื้อหมายเลข 42 และใส่ชื่อเขาในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในชุดที่พบกับคริสตัล พาเลซ ในบอลคาร์ลิ่ง คัพ รอบที่ 4 และเขาก็ได้ลงเล่นให้กับทีมในฐานะผู้เล่นสำรองโดยลงเล่นแทนเดวิด เบลลิยง และในครั้งนั้นแมนฯ ยูไนเต็ด เอาชนะมาได้ 2 – 0

หลังจากนั้นเขาก็มีส่วนร่วมในทีมชุดใหญ่มากขึ้นในฤดู 2005/06 และเขาก็ยังคงลงเล่นให้กับทีมสำรอง และทำประตูได้ถึง 30 ประตู ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทีมสำรองคว้า 3 แชมป์ในปีนั้น (แชมป์ลีกสำรอง, แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ และบอลถ้วยของทีมสำรอง)

นักเตะทีมชาติอิตาลีชุดอายุไม่เกิน 21 ปีผู้นี้ ได้ลงเล่นให้กับทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ชุดใหญ่ 14 ครั้ง และทำได้ 4 ประตูซึ่งประตูแรกของเขาเกิดขึ้นในนัดแรกที่เขาลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก พบกับซันเดอร์แลนด์

เมื่อดูจากกองกลางตัวเก๋าอย่างพอล สโคลส์ หรือศูนย์หน้าอย่างเวย์น รูนี่ย์ แล้วจูเซ็ปเป้ รอสซี่ ก็มีทักษะ พรสวรรค์ และทัศนคติไม่แพ้พวกเขา และเขาก็อาจจะเปลี่ยนเป็นนักเตะระดับสุดยอดในโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้ และจากระยะเวลาในสัญญาที่เขาจะอยู่กับทีมจนถึงปี 2010 นั่นก็จะช่วยให้เขาพัฒนาฝีเท้าของเขาได้อีกมากทีเดียว

ประวัติ สตีเว่น เจอร์ลื่น

สตีเว่น เจอร์ราร์ด กองกลางจอมเก๋าชาวอังกฤษของ แอลเอ กาแล็กซี่ ออกมายอมรับว่าเขารู้สึกเหมือนได้เป็นเด็กอีกที หลังเปิดฉากเกมแรกใน เมเจอร์ ลีก อย่างสวยสดงดงาม ด้วยการยิง 1 จ่าย 1 พาทีมพลิกกลับมาชนะ ซาน โฮเซ่ เอิร์ทเควกส์ 5-2  ufa1688 

 

     เกมนี้นับเป็นเกมดาร์บี้แห่ง แคลิฟอร์เนีย และเริ่มก็ทำท่าจะแย่เสียแล้ว สำหรับนัดเปิดซิงของ เจอร์ราร์ด หลังโดนทีมเยือนออกนำห่าง 2-0 คาถื่น สตับฮับ เซนเตอร์

 

     แต่หลังจากนั้นหนังก็แปลงเป็นคนละม้วน เมื่อได้ ร็อบบี้ คีน กองหน้าไอร์แลนด์ซัด 3 เม็ดรวด พร้อมด้วยอีกคนละ 1 ประตูจาก เจอร์ราร์ด และ เซบาสเตียน เลทเก็ท จบเกม แอลเอ ถล่มยับ 5-2

 

     หลังจบการแข่งขัน เจอร์ราร์ด ได้รับการโหวตเป็นแมนออฟเดอะแมตช์ จากแฟนบอล แอลเอ โดยเจ้าตัวดีใจสุดๆ ในการเปิดฉากที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ "อนาคตที่สดใสมาอยู่ที่นี่แล้ว ผมรู้สึกเหมือนได้เป็นเด็กอีกรอบยังไงยังงั้น"

 

    ขณะที่ แลนดอน โดโนแวน อดีตหัวหอกทีมชาติอเมริกา ก็เสริมว่า "มันมหัศจรรย์และสนุกมากที่ได้ชมเกมนี้ น่าดีใจที่ แอลเอ มาถึง ณ จุดนี้"

 

 สตีเว่น เจอร์ราร์ด "กองกลางมหัศจรรย์ของเกาะอังกฤษ"

Steven Gerrad

สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยอดกัปตันทีมแห่งค่าย “หงส์แดง” หงส์แดง มีชื่อเต็มว่า สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด เกิดตอนวันที่ 30 พฤษภาคม 1980 ที่เมืองวิสตัน เมอร์ซี่ย์ไซด์ หงส์แดง ไปสู่เส้นทางลูกหนังจากการลงเล่นให้กับโรงเรียนคาร์ดินัล ฮีแนน คาธอลิก ไฮจ์สคูล ในเวสต์ดาร์บี้ เมืองหงส์แดง โดยในตอนที่อายุ 8 ขวบ เขาเป็นสมาชิกของทีม หงส์แดง วายทีเอส  ก่อนที่จะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพของทีม “หงส์แดง” ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 1997 โดยได้รับเงินค่าจ้างก้อนแรกที่ 700 ปอนด์ (ประมาณ  44,100 บาท) ต่อสัปดาห์

เจอร์ราร์ด ได้ชื่อว่าเป็นกองกลางพลังไดนาโม  โดยเขาเริ่มแจ้งเกิดมาในตำแหน่งปีกขวา ก่อนที่จะขยับมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ  แต่ด้วยความเป็นนักเตะที่มีความชำนาญทั้งการช่วยเกมรับ และการเติมเกมรุก แถมยังยิงไกลได้แม่นยำ ทำให้ เจอร์ราร์ด จึงค่อยๆ เปลี่ยนหน้าที่ของตนเองมาเป็นกองกลางเชิงรุกไปแล้ว

 

เริ่มอาชีพค้าแข้ง

1998-2000 : ช่วงต้นการค้าแข้ง

เจอร์ราร์ด หรือที่มีนิคเนมว่า "สตีวี่จี"  ได้ลงเล่นบอลอาชีพนัดแรกในนามทีมหงส์แดงชุดใหญ่ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 1998 โดยเขาถูกเปลี่ยนตัวลงไปเล่นแทน เวการ์ด เฮ็กเกม ในเกมที่พบกับ แบล็คเบิร์น ขณะที่ เกมที่เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรก เกิดขึ้นในเกมยูฟ่า คัพ ปี 1998 ที่พบกับ เซลต้า บีโก้ เนื่องด้วย เจมี่ คาราเกอร์  มิดฟิลด์จอมทัพของทีมได้รับบาดเจ็บ และแม้ว่า "หงส์แดง" จะแพ้ในนัดนั้น แต่ เจอร์ราร์ด ก็ได้รับการยกย่องอย่างมากว่าเล่นได้ดี มีอนาคตในทีมอย่างแน่ๆ

Steven Gerrad

ต่อมาในฤดู 1999-2000 หงส์แดง ภายใต้การคุมบังเหียนของ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ชายหนุ่มน้อยเลือดสเก๊าซ์ ก็ได้ปักหลักยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเขาได้ลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง คู่กับ เจมี่ เร้ดแนมป์ และในปีนี้เอง ที่เจอร์ราร์ด ต้องได้รับใบแดงแรกในชีวิต จากการไปทำฟาวล์ เควิน เคมป์เบลล์ กองหน้าของ เอฟเวอร์ตัน เช่นเดียวกับที่ เขาสามารถส่องประตูแรกให้กับต้นสังกัดในเกมพรีเมียร์ชิพ ช่วงท้ายฤดู ที่เอาชนะ เชฟฟิลด์ เวสเดย์ มาได้อย่างท้วมท้น 4-1 

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นปีที่ไม่ค่อยรื่นรมย์สำหรับ เจอร์ราร์ด มากนัก เพราะเขาต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บที่หลังอยู่บ่อยครั้ง จนมีข่าวออกมาว่า แฟนบอลทีม “หงส์แดง” อาจไม่ได้เห็นเพลงแข้งของเขาจนจบฤดูเลยก็

 

 

 

เป็นได้ แต่จากความเอาใจใส่ของ อุลลิเย่ร์ ที่สรรหาทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาตรวจรักษาอย่างใกล้ชิด ก็ทำให้ เจอร์ราร์ด หายกลับมาเป็นปกติ ก่อนที่ อาการบาดเจ็บที่โคนขาหนีบ จะทำให้เขาต้องหยุดพักรักษาตัวอีกรอบ แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ แค่นั้นและในที่สุด เจอร์ราร์ด ก็กลับมาลงสนามได้ตามเดิม

 

2001-2003 : ช่วงแห่งความสำเร็จ

ในฤดู 2000-2001 เจอร์ราร์ด ในวัย 20 ปี ก็สามารถสลัดอาการบาดเจ็บที่รุมเร้าในฤดูที่แล้วได้อย่างปลิดทิ้ง  และเขาก็เล่นดีมากๆ จนได้รับตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสมาคมนักเตะอาชีพของอังกฤษ และพาทีม "หงส์แดง" คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ ทั้ง ยูฟ่า คัพ, เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ โดยสามารถทำประตูในรอบชิงชนะเลิศของยูฟ่า คัพ ซึ่ง หงส์แดง กับ อลาเบส ได้อีกด้วย

อาจได้ว่า สตีวี่จี ถือเป็นที่นักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของ หงส์แดง ในตอนนี้ ภายหลังที่มาร่วมชายคาของสโมสรแห่งนี้ ตั้งแต่ปี 1989 และค่อยๆพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเรื่อยๆในโรงเรียนนักเตะของ "หงส์แดง" ที่สร้างนักเตะที่อย่าง สตีฟ แม็คมานามาน และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ มาโด่งดังไปแล้ว ก่อนจะปั้น ไมเคิ่ล โอเว่น และ เจอร์ราร์ด ขึ้นมาโด่งดังเป็นรุ่นต่อมา       

 
ต่อมาในฤดู 2001-2002 ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มพูนมาขึ้น ก็ทำให้ เจอร์ราร์ด ขยับฐานะจากนักเตะดาวรุ่ง กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของทีม “หงส์แดง” อย่างเต็มตัว  โดยเขามีส่วนสำคัญยิ่งจนทำให้ หงส์แดง ปิดฉากฤดูที่ ชั้น 2 ของตารางพรีเมียร์ชิพ ด้วยคะแนนที่ดีที่สุดในรอบ 10 ของทีมอีกด้วย

Steven Gerrad
 

2003-2004 : ช่วงชีวิตการเป็นกัปตันทีม

เจอร์ราร์ด ยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมเช่นเดิม แต่หน้าที่ที่เขาได้รับเพิ่มขึ้นก็คือ การสวมปลอกแขนกัปตันทีมนัดแรกอย่างเป็นทางการของดาวเตะวัยเพียง 23 ปี ในขณะนั้น โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน ซามี่ ฮูเปีย กองหลังชาวฟินแลนด์ ในเดือนตุลาคม  2003 เพราะเหตุว่าหวังให้ เจอร์ราร์ด โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

 

 

และก็ได้ผลทีเดียวเมื่อ เจอร์ราร์ด เปลี่ยนเป็นผู้เล่นที่คอยกระตุ้นเพื่อให้นร่วมทีมได้เสมอ ทั้งการทำงานหนักในสนาม และการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อให้นร่วมทีม โดยในฤดู 2003/2004 เจอร์ราร์ด ที่ต้องคอยไล่ตัดเกมรุกของคู่ต่อสู้ด้วยนั้น โดนใบเหลืองไปแค่ 2 ครั้ง แสดงให้คิดว่าเขาเป็นผู้เล่นที่เล่นบอลอย่างขาวสะอาดมากคนหนึ่ง

 

2004-2005 : แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

 
หงส์แดง ภายใต้การปฏิรูปขนานใหญ่ ที่ไม่มี ไมเคิ่ล โอเว่น กองหน้าคนสำคัญ ซึ่งถูกขายให้ เรอัล มาดริด, อาการบาดเจ็บอย่างร้ายแรงของ ฌิบริล ซิสเซ่ หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส จนทำให้ต้องพักยาว, นักเตะแกนหลักอีกหลายรายคนทีมที่ไม่บริบูรณ์ รวมทั้งการเปลี่ยนกุนซือนำทัพคนใหม่ มาเป็น ราฟาเอล เบนิเตซ ที่เข้าดำรงตำแหน่งแทน อุลลิเย่ร์  ที่โดนให้ออกไป

ขณะที่ เจอร์ราร์ด เอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะปักหลักอยู่ในแอนฟิลด์ ต่อไปหรือเปล่า แต่เจอร์ราร์ดก็ยังทุ่มเทสุดกำลังในการลงสนามให้กับหงส์แดง จนกระทั่งพาทีม "หงส์แดง" ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้แบบพลิกความคาดหมาย ซึ่งหงส์แดง ต้องพบกับ เอซี มิลาน ยอดทีมจาก อิตาลี ในการฟาดแข้งที่สนาม อตาเติร์ก สเตเดี้ยม กรุงอิสตันบุล ประเทศตุรกี และก็ดูเหมือนว่า "หงส์แดง" ต้องผิดหวังตั้งแต่การแข่งขันครึ่งแรกจบลง เมื่อเป็นข้างตามหลังไปถึง 0-3 แต่ เจอร์ราร์ด ในฐานะกัปตันทีมก็ยังไม่ยอมแพ้ กระตุ้นให้ลูกทีมฮึดสู้ตามไปด้วย และเขาก็โหม่งประตูตีไข่แตกช่วยให้ หงส์แดง ไล่มาเป็น 1-3 และความหวัง

  

หลังจากนั้น วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ ก็ยิงประตูช่วยให้ หงส์แดง ไล่ขึ้นมาเป็น 2-3 ท่ามกลางความหวังที่เพิ่มขึ้นอีกของพลพรรค "เดอะ ค็อป" ที่ช่วยกันร้องเพลง You will never walk alone กระหึ่มสนามอตาเติร์ก เร่งความฮึกเหิมให้กับนักเตะ "หงส์แดง" เข้าไปอีก ก่อนที่ ซาบี อลอนโซ่ จะมาทำประตูตีเสมอให้กับ หงส์แดง ได้สำเร็จ ชนิดที่แฟนบอล มิลาน ถึงกับตะลึง

 

     
การแข่งขันนัดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ต้องไปตัดสินกันที่การดวลจุดโทษ ภายหลังที่ต่อเวลาพิเศษไปแล้ว ก็ยังเสมอกันอยู่ 3-3 และ เจอร์ซี่ ดูเด็ค นายทวารชาวโปแลนด์ ก็ช่วยเซฟจุดโทษให้ หงส์แดง คว้าแชมป์ยุโรป มาครองได้แบบสุดมหัศจรรย์ โดยที่มีกัปตันทีมที่ชื่อ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ก้าวขึ้นไปรับถ้วยรางวัลยกขึ้นเหนือหัวประกาศให้โลกรู้ถึงความยอดเยี่ยมของหงส์แดง และตัวเขาเอง และหลังจากจบการแข่งขันนัดดังที่กล่าวมาข้างต้น เจอร์ราร์ด ก็ให้สัมภาษณ์ว่า "ผมจะย้ายออกจากทีมไปได้อย่างไร ภายหลังที่มีค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่อย่างงี้"

นอกจากจะพาทีมหงส์แดง คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้แล้ว เจอร์ราร์ด ยังได้รับรางวัลนักเตะทรงคุณค่าของการแข่งขันและมีชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป หรือ บัลลงดอร์ แต่ก็โดน โรนัลดินโญ่ ดาวเตะบราซิเลียนของบาร์เซโลน่า

เบียดคว้าตำแหน่งไปครอง นอจากนั้น เจอร์ราร์ด ยังอยู่ในชั้น 3 ของรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมแห่งปีของบีบีซี อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเดือน กรกฎาคม ปี 2005 ซึ่งเป็นช่วงๆปิดฤดู การพูดจาต่อสัญญาของ เจอร์ราร์ด กับ หงส์แดง ก็ล้มเหลวลงอีกรอบ ท่ามกลางข่าวลือว่า เชลซี ยื่นข้อเสนอมาให้ เจอร์ราร์ด ย้ายมาร่วมทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" ด้วยค่าตัวมหาศาล 32 ล้านปอนด์ ซึ่งสูงที่สุดในอังกฤษ และในวันที่ 5 กรกฎาคม ปีนั้น เจอร์ราร์ด ก็ออกมาประกาศว่าเขาต้องการจะย้ายออกจากแอนฟิลด์ ภายหลังที่ยังตกลงเรื่องสัญญากับทางสโมสร ไม่ได้ซักที
แต่ในสุดท้ายแล้ว แฟนบอลของหงส์แดง ก็ได้เฮกันลั่น เมื่อ เจอร์ราร์ด เปลี่ยนใจในวันต่อมา และจัดการเซ็นสัญญากับ หงส์แดง ไปอีก 4 ปี ในวันที่ 8 กรกฏาคม 2005 พร้อมกับ เจมี่ คาร์ราเกอร์ เพื่อให้นร่วมทีมที่ก้าวมาจากโรงเรียนลูกหนังของหงส์แดง ด้วยกัน

 

       
ในฤดู 2005/2006 เจอร์ราร์ด ก็เป็นกำลังสำคัญของทีมหงส์แดง อีกเช่นเคย ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยังไม่ตกลงไปเลย และพาทีมพลิกสภาพการณ์คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้ ด้วยลูกยิงไกลสุดสวยของเขา ที่ช่วยให้ "หงส์แดง" ตีเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้ 3-3 ก่อนจะไปเอาชนะได้ด้วยการดวลจุดโทษ โดยลูกยิงกลสุดสวยของเขา ยิงจากระยะประมาณ 35 หลา มีความเร็ว 28 ไมล์ ต่อชั่วโมง และเป็นลูกยิงที่ดีที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเอฟเอ คัพ

นอกจากจะพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้แล้ว เจอร์ราร์ด ยังได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักเตะอังกฤษ หรือ พีเอฟเอ ทำให้เขาเป็นนักเตะ หงส์แดง คนแรกที่ได้รางวัลนี้ ต่อจาก จอห์น บาร์นส์ อดีตปีกจอมเลื้อยของ "หงส์แดง" ที่เคยได้รางวัลนี้ ในปี 1988

 

 

จากการทำประตูได้ในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ครั้งล่สุด ทำให้ เจอร์ราร์ด สามารถทำประตูในรอบชิงชนะเลิศของบอลรายการใหญ่ๆในระดับสโมสร ได้ครบทุกรายการแล้ว โดยก่อนหน้านี้ก็ทำประตูได้ ในยูฟ่า คัพ นัดชิงชนะเลิศกับ อลาเบส ในปี 2001 ต่อด้วย ลีก คัพ ปี 2003 ตามด้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2005 ก่อนจะมายิงได้ในเอฟเอ คัพ ปี 2006

 

 

2006-2007 : รองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

หงส์แดง ออกสตาร์ทฤดูนี้ได้สวยหรู ด้วยการเฉือนเอาชนะ เชลซี มาได้ 2-1 ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ช่วงเปิดฤดู ซึ่ง แม้ว่า เจอร์ราร์ด จะไม่ได้ลงเล่นเป็น 11 ตัวจริง ก่อนที่จะถูกส่งลงไปเล่นแทน เบาเด้นไวน์ เซนเด้น ในช่วงช่วงหลัง แต่ หลังจากนั้น หงส์แดง ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์อะไรก็ตามได้เลย โดยพวกเขาได้ชั้น 3 ในศึกพรีเมียร์ชิพ มีคะแนนตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 21 แต้ม และในเกมเอฟเอ คัพ พวกเขาก็ไปแพ้ให้กับ อาร์เซน่อล ในรอบที่สาม ขณะที่ เกมคาร์ลิ่ง คัพ ทีม “หงส์แดง” ก็กระเด็นตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ไปด้วยน้ำมือของ อาร์เซน่อล อีกเช่นเคย หลังปราชัยคาถิ่น แอนฟิลด์ ของตน ไปแบบย่อยยับ 3-6

Steven Gerrad
อย่างไรก็ตาม สำหรับในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หงส์แดงก็ถือว่าทำผลงานได้ดี หลังจากทุบเอาชนะ บาร์เซโลน่า อดีตแชมป์ในปีที่แล้ว ได้สำเร็จ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะเขี่ย เชลซี ไปได้ในรอบรองชนะเลิศ ด้วยการยิงจุดโทษตัดสิน และเข้าไปชิงดำกับอดีตคู่ปรับเก่าในปี 2001 อย่าง เอซี มิลาน อีกที แต่กลับเป็นหนังคนละม้วน เหมือน พวกเขาต้องเป็น ข้างปราชัยไป 1-2 ในในที่สุด

 

2007-2008 : ออกสตาร์ทดี แต่จบฤดูมือเปล่าอีกรอบ

       
เจอร์ราร์ด สวมบทฮีโร่ของทีมต้นแต่เกมนัดเปิดสนาม ในเกมที่พบกับ แอสตัน วิลล่า ที่ สนามวิลล่า พาร์ค โดย เจอร์ราร์ด ยิงฟรีคิกสุดสวย ระยะ 25 หลา ให้ หงส์แดง ออกนำทีมเจ้าถิ่นไปอีกรอบ เป็น 2-1 ในนาทีที่ 87 ภายหลังจากทีม วิลล่า ทำประตูตีเสมอเพียง 2 นาทีแค่นั้นส่งผลให้ จบเกม เจอร์ราร์ด ซิวตำแหน่ง “แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์” ไปครอง และนี่ก็ถือเป็นชัยชนะนัดแรกในเกมเปิดสนามศึกพรีเมียร์ชิพของทีม นับตั้งแต่ ปี 2002 เป็นต้นมา อีกด้วย

ในวันที่ 28 ตุลาคม 2007 เจอร์ราร์ด ลงสนามให้กับทีม หงส์แดง เป็นนัดที่ 400 ในเกมที่พบกับ อาร์เซน่อล ซึ่งเขาทำประตูได้ด้วยรวมทั้งทำประตูได้ติดต่อกัน 7 นัดรวดหลังจากนั้น ซึ่งถือเป็น นักเตะหงส์แดงคนแรกที่ทำได้ นับตั้งแต่ จอห์น อัลดริดจ์ เคยทำไว้ ในปี 1989 และต่อมาในวันที่ 13 เมษายน 2008 เจอร์ราร์ด ในวัน 28 ปี ก็ลงเล่นให้กับทีม “หงส์แดง” เป็นนัดที่ 300 ในเกมที่พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส

Steven Gerrad
อย่างไรก็ตาม ปีนี้ เจอร์ราร์ด ก็ไม่อาจช่วยให้ หงส์แดง มีแชมป์ติดไม้ติดมือได้อีกเช่นเคย โดยลิเวอรพูล จบชั้น 4 ในศึกพรีเมียร์ชิพ และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่จะโดน เชลซี เขี่ย ตกรอบไปในที่สุด แต่ เจอร์ราร์ด ก็สามารถทำประตูให้ทีมได้เป็นกอบเป็นกำถึง 22 ลูก รวมทั้งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล พีเอฟเอ เป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 6 ปี ใกล้เคียงกับ เฟร์นานโด ตอร์เรส หัวหอกเพื่อให้นร่วมทีม

2008-2009 อีกนิดเดียว ไม่น่าพลาดเลย 

เจอร์ราดมีปัญหาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาตั้งแต่ต้นฤดู แต่เขาก็รับมือกับมันได้อย่างไม่มีปัญหา เจอร์ราดน่าจะยิงครบร้อยในชุดหงส์แดงตั้งแต่วันที่20กันยายน กับสโต๊กแต่ผู้กำกับเส้นให้เป็นลูกล้ำหน้า อย่างไรก็ตามในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จในเกมชนะพีเอสวี ไฮโอเฟ่น3-1 ในเกมยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกส์ รอบแบ่งกลุ่ม  นอกจากนั้นเจอร์ราด

หลังจากนั้นเขาเล่นครบ100นัดให้หงส์แดงในบอลยุโรป ในวันที่10มีนาคม2009 ที่เอาชนะเรอัล มาดริด4-0 และเป็นผู้ยิงคนเดียว2ประตู และยังทำประตูจากลูกจุดโทษให้ทีมถล่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด4-1ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกด้วย ในเวลาเดียวกันนี้ เจอร์ราดยังถูกยกย่องจาก ซีเนอดีน ซีดานว่าป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก

 
ในวันที่22 มีนาคม 2009 เจอร์ราดทำครั้งแฮตทริกแรกในพรีเมียร์ ลีก ในเกมที่ถล่มแอสตัน วิลล่า 5-0 และในวันที่13 พฤษภาคม 2009 เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมจากการโหวตของนักข่าว และก็เป็นนัดแรกในรอบ19ปีของนักเตะหงส์แดงที่ได้รางวัลนี้ด้วย

บทสรุปของฤดู2008-2009 เจอร์ราดพาหงส์แดง จบชั้นที่2 เป็นรองแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นแชมป์ 

           ฤดู 2009-2010 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู ถือว่าเป็นฤดูที่ย่ำแย่ของหงส์แดง โดย "หงส์แดง" ตกรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างรวดเร็ว ส่วนในเอฟเอคัพ ก็ตกรอบตั้งแต่รอบ 3 โดยพ่ายต่อ เรดดดิ้ง 1-2 และที่แย่ไปกว่านั้น คือผลงานในพรีเมียร์ลีก หงส์แดง ทำชั้นได้ต่ำที่สุดในรอบหลายปี ด้วยการจบชั้น 7 ซึ่งแตกต่างกับปีที่แล้ว ที่หงส์แดงแพ้แค่ 2 นัดแม้กระนั้นปีนี้แพ้ถึง 11 นัด

           ในฤดู 2010-2011 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 21 นัด ยิงได้แค่ 4 ประตู เนื่องด้วย เจอร์ราร์ดมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ เจอร์ราร์ดต้องพักจนจบฤดูก่อนเพื่อให้นร่วมทีม ผลงานในพรีเมียร์ลีก ได้ชั้น 6 ของตารางทำให้ หงส์แดง ไม่ได้ไปเล่นบอลยุโรป และในเอฟเอคัพ รอบ 3 หงส์แดง เจอกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ โอลด์แทรฟฟอร์ด แต่ก็แพ้ไป 1-0 และเจอร์ราร์ด ก็โดน ใบแดง ไล่ออกจากสนามอีกด้วย แต่ผลงานในยูโรปาลีก เจอร์ราร์ด สามารถทำแฮตทริกได้ ในนัดที่เจอกับ นาโปลี โดยหงส์แดงชนะไป 3-1

          ซีซั่น 2011-2012 เจอร์ราร์ดลง เล่นในเกมลีก 18 นัด ยิงประตูไปได้ 5 ประตู ทั้งยังซีซั่นนี้ ถือว่าเป็นยุคที่ตกต่ำต่อเนื่องของหงส์แดง หลังจากได้ชั้น 8 ของศึกพรีเมียร์ลีก และขาดผู้เล่นหลักๆไปเยอะ และเจอร์ราร์ด ก็ไม่ได้ลงเล่นบ่อยมากนักโดยเฉพาะในช่วงต้นฤดู ประตูแรกที่เจอร์ราร์ดยิงได้ในลีกฤดูนี้คือในนัดที่เสมอกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1-1 แต่ในลีกคัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เขาก็ยิงประตูชัยให้ หงส์แดง เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง เอติฮัดสเตเดียม 1-0 ก่อนจะเสมอ 2-2 ในนัดที่ 2 ที่ แอนฟีลด์

          กัปตันทีมชาติอังกฤษ สามารถนำทีมได้แชมป์ ลีกคัพ มาได้ ด้วยการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ผลประตูรวม 3-2 ก่อนจะนำทีมไปสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพทว่าก็แพ้ เชลซี ไปอย่างน่าเสียดาย 1-2 ในฤดูนี้เจอร์ราร์ดทำ แฮตทริก ได้ 1 ครั้งคือ ในนัดที่เจอกับ เอฟเวอร์ตัน โดยหงส์แดงชนะไป 3-0 และเป็นการลงสนามนัดที่ 400 ในพรีเมียร์ลีก ของ เจอร์ราร์ด รวมทั้งเป็นการลงสนามนัดที่ 250 ในการเป็นกัปตันทีมของ เจอร์ราร์ด อีกด้วย

          ฤดู 2012-2013 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 36 นัด ยิงประตูไปได้ 9 ประตู ถือว่าเป็นฤดูที่เจอร์ราร์ดลงสนามเป็นตัวจริงทุกนัด แต่ไม่ได้ลง 2 นัดสุดท้าย เนื่องจากว่า เจอร์ราร์ด ต้องผ่าตัดหัวไหล่หลังจากได้รับอาการบาดเจ็บจากเกมส์ที่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 0-0 ประตูแรกที่เจอร์ราร์ดยิงได้ในลีกฤดูนี้คือ ในนัดที่แพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-1 และผลงานในพรีเมียร์ลีกได้ชั้น 7 ของตารางทำให้- หงส์แดง ไม่ได้ไปเล่นบอลยุโรป แต่ยังมีเรื่องให้น่าจดจำก็คือ เจอร์ราร์ดลงสนามนัดที่ 600 ในนัดที่เจอกับนิวคาสเซิลยูไนเต็ด

     วันที่ 3 สิงหาคม 2013 เจอร์ราร์ด ลงสนามในแมตช์เกียรติยศของตนเอง จากนั้นในวันที่ 15 กรกฎาคม 2013 เจอร์ราร์ดได้ต่อสัญญากับหงส์แดงไปอีก 2 ปี ในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 2013 เจอร์ราร์ดได้ทำประตูที่ 100 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เสมอกับ นิวคาสเซิล ที่ เซนต์ เจมส์พาร์ค 2-2
เส้นทางกับทีมชาติอังกฤษ
 

 

 

นอกจากจะเป็นกำลังสำคัญของ หงส์แดง แล้ว เจอร์ราร์ด ยังเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษ อีกด้วย โดยเขาลงเล่นให้กับทีม “สิงโตคำราม” ชุดใหญ่ เป็นนัดแรก ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2000 ซึ่งเป็นเกมที่ อังกฤษ ภายใต้การคุมทีมของ เควิน คีแกน พบกับ ยูเครน  และเขาเคยถูกเรียกติดทีมอังกฤษ ชุดลุยศึกบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2000 ที่ประเทศ เบลเยี่ยม และ ฮอลแลนด์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องมาจากไม่อาจยึดตำแหน่งตัวจริงได้

อย่างไรก็ตาม 2 ปี ให้หลัง เจอร์ราร์ด ก็สามารถทำประตูแรก ในทีมชาติอังกฤษ ได้ในนัดที่ "สิงโตคำราม" บุกไปถล่มเอาชนะ เยอรมัน 5-1 ในบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก โซนยุโรป โดยแมตช์ดังที่กล่าวถึงมาแล้วเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ปี 2001 และได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดนัดหนึ่งในประวัติศาสตร์ของทีมชาติอังกฤษ พร้อมกับพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้าย บอลโลก ปี 2002 ที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ได้สำเร็จ แต่ทว่า เขาก็โชคร้าย ต้องถอนตัวออกจากทัพในทีมชุดนั้น เพราะมีอาการบาดเจ็บรบกวนที่โคนขาหนีบ จนต้องเข้ารับการผ่าตัด 

 
มาถึง ในศึกยูโร 2004 ที่ประเทศ โปรตุเกส เจอร์ราร์ด ได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมในการทำศึกทัวร์นาเม้นต์บอลรายการใหญ่ๆ อีกรอบ โดยคราวนี้ เขามีส่วนสำคัญทำให้ทีม ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ทว่า ก็ต้องตกรอบไป หลังจากดวลจุดโทษแพ้ให้กับ ทีมเจ้าภาพ ไปอย่างน่าเสียดาย  และอีก 2 ปี ต่อมาในบอลโลก 2006 รอบสุดท้าย ที่เยอรมัน เจอร์ราร์ด มีปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เจอร์ราร์ด ก็กลับมาฟิตบริบูรณ์ได้ทันเวลา และช่วยพาทีมอังกฤษ ทำผลงานเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ได้สำเร็จ โดยไปพบกับ โปรตุเกส และเกมก็ยืดเยื้อจุดถึงการดวลจุดโทษ ซึ่ง เจอร์ราร์ด ก็ต้องฝันร้าย เมื่อเป็น1 ใน 3 ผู้เล่นอังกฤษ ที่ยิงไปติดเซฟของ ริคาร์โด้เปไรร่า  ผู้รักษาประตูของทีม ฝอยทอง และแปลงเป็นการปิดฉากเส้นทางของอังกฤษในบอลคราวนี้  และ เจอร์ราร์ด ก็คว้าดาวซัลโวสูงสุดของทีม ไปครอง ที่ 2 ประตู 

เจอร์ราดได้รับเลือกให้เป็นรองกัปตันทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทีมของสตีฟ แม็คคลาเรน อังกฤษพ่ายต่อโคเอรเชีย และรัสเซีย มีผลทำให้กระเด็นตกรอบคัดเลือกยูโร2008ไปอย่างเจ็บปวด ปัจจุบันทีมชาติอังกฤษแต่งตั้ง ฟาบิโอ คาเปลโล่ มากุมบังเหียนแทนที่ สตีฟ แม็คลาเรน และกำลังไปได้สวย ในศึกบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป

 

ชีวิตส่วนตัว

     

เจอร์ราร์ด แต่งงานกับ อเล็กซ์ คูร์ราน และมีบุตรสาวสองคน คือ ลิลลี่-เอลล่า เจอร์ราร์ด (เกิดช่วงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2004) และ เล็กซี่ เจอร์ราร์ด (เกิดช่วงวันที่ 9 พฤษภาคม 2006) โดยทั้งคู่แต่งงานกันที่ คลิเวเดน ในวันที่ 16 มิถุนายน 2007 ซึ่งเป็นวันเดียวกับงานแต่งของเพื่อให้นร่วมทีมชาติอังกฤษ อย่าง แกรี่ เนวิลล์, ไมเคิ่ล คาร์ริค และ ร็อกสตาร์ชื่อดัง อย่าง ร็อด สจ๊วร์ต ก่อนที่หนึ่งวันให้หลัง จอห์น เทอร์รี่ กองหลังกัปตันทีมเชลซี ก็สละไม่มีคู่ตามไปอีกเช่นกัน

ในวันที่ 1 กันยายน 2006 เจอร์ราร์ด ได้เขียน อัตชีวประวัติของตน ที่มีชื่อหนังสือว่า “Gerrard: My Autobiography”  ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว และชีวิตการ

เป็นนักเตะกับ หงส์แดง และ ทีมชาติอังกฤษ แถมหนังสือเล่มนี้ ยังได้รับรางวัลหนังสือกีฬาแห่งปี “กาแล็กซี่ บริติช บุ๊ค อวอร์ดส์” ซึ่งเอาชนะ หนังสืออัตชีวประวัติของยอดดาวยิงระดับตำนานของโลก อย่าง เปเล่ อีกด้วย

ในวันที่ 29 ธันวาคม 2006 เจอร์ราร์ด ได้รับชั้นยศ เอ็มโอบี (Member of the Order of the British Empire) จาก พระราชินี อลิซาเบธ ที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ในฐานะคนที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่แวดวงกีฬาของอังกฤษ 

เกียรติประวัติ

ระดับสโมสร

FA Premier League:
Runner-up: 2001-02

FA Cup: Winner:
2000-01, 2005-06

League Cup: 
Winner: 2000-01, 2002-03
Runner-up: 2004–05

Community Shield:
Winner: 2001, 2006
Runner-up: 2002

FA Youth Cup:
Winner: 1995–96

UEFA Champions League: 
Winner: 2004-05
Runner-up: 2006-07

UEFA Cup:
Winner: 2000-01

European Super Cup: 
Winner: 2001, 2005

FIFA World Club Championship:
Runner-up: 2005

ส่วนตัว :

Member of the Order of the British Empire (MBE): 2007
UEFA Team of the Year: 2004-2005, 2005-2006, 2006-2007
FIFPro World XI: 2006-2007
PFA Players' Player of the Year: 2005-2006
PFA Young Player of the Year: 2000-2001
PFA Fans' Player of the Year: 2000-2002
PFA Team of the Year: 2000-2001, 2003-2004, 2004-2005, 2005-2006, 2006-2007, 2007-2008
Match of the Day's Goal of the Season: 2005-06
BBC Sports Personality of the Year Third Place: 2005
UEFA Champions' League Most Valuable Player: 2004–05
Barclays Player of the Month: March 2001, March 2003, December 2004, April 2006

ประวัติ เอดูอาร์โด้ วาร์กาส

ชื่อ : เอดูอาร์โด้ วาร์กาส
เชื้อชาติ : ชิลี
วันเกิด : 20 พฤศจิกายน 1989
อายุ : 25 ปี
สถานที่เกิด : ซานติเอโก้ , ชิลี
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสร : นาโปลี

ประวัติ
     เอดูอาร์โด้ วาร์กาส ศูนย์หน้าชาว ชิลี 1 ในนักเตะที่น่าจะได้ลุ้นรางวัลดาวซัลโวประจำรายการศึก โคปา อเมริกา 2015 ที่ ชิลี เป็นเจ้าภาพ หลังจากผ่านไป 2 นัดเจ้าตัวโชว์กดไปแล้ว 2 ประตูนำเป็นดาวซัลโวร่วมกับเพื่อให้นร่วมชาติของตนเองอย่าง อาร์ตูโร่ วิดัล อยู่ขณะนี้
     วาร์กาส ถือเป็นหนึ่งในนักเตะเกมรุกที่มีความครบเครื่องอยู่ในตัวไม่ว่าจะเป็นความเร็วของเขาที่พร้อมกระชากฉีกแนวรับคู่ต่อสู้หรือแม้กระทั่งจังหวะเข้าทำประตูที่ดูเด็ดขาด หนักแน่นและไว้ใจได้พอสมควร ทำให้เขาเปลี่ยนเป็นศูนย์หน้าตัวอันตรายคนหนึ่งเลยทีเดียวยามที่เขาได้บอลอยู่หน้ากรอบจุดโทษของฝั่งตรงผ่าน

สโมสร โคเบรลัว (2006-2009)
     วาร์กาส เริ่มเล่นบอลกับสโมสร โคเบรลัว ในประเทศบ้านเกิดโดยตอนนั้นเขาลงเล่นให้กับ โคเบรลัว บี ในศึก ดิวิชั่น 3 ของ ชิลี ซึ่งเขาก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าพอใจหลังชอบซัดประตูสำคัญๆให้กับทีมได้เสมอ จนไม่นานเขาก็ถูกดันขึ้นมาให้ลงเล่นในชุดใหญ่และแปลงเป็นตัวสำคัญให้กับทีม โคเบรลัว ในที่สุดด้วยผลงานลงเล่นทั้งหมด 49 นัด ยิงไป 10 ประตู

สโมสร ยูนิเวอร์ซิดัด เด ชิลี (2010-2012)
     มกราคม 2010 ด้วยฟอร์มที่น่าประทับใจของเขาทำให้สโมสรอย่าง ยูนิเวอร์ซิดัด เด ชิลี ตัดสินใจดึงตัวเขามาร่วมทีมด้วยจำนวนเงิน 7 แสนดอลล่า(ประมาน 23 ล้านบาท) ซึ่งเมื่อ วาร์กาส ได้ลงเล่นเขาสามารถพา ยูนิเวอร์ซิดัด เด ชิลี เป็นถึงแชมป์ลีกสูงสุดของ ชิลี และยังเป็นแชมป์ โคปา ซูดาเมริกาน่า ได้อีกด้วย ทำให้ในตอนนั้นเขาเคยได้รับความสนใจจากยอดทีมของยุโรปอย่าง เชลซี ซะด้วย
     พฤศจิกายน 2011 วาร์กาส มีชื่อเข้าชิงนักเตะยอดเยี่ยมประจำทวีป อเมริกาใต้ แต่ทว่าสุดท้ายเขาก็ได้เพียงชั้นที่ 2 เท่านั้นโดยเป็นรอง เนย์มาร์ ยอดดาวรุ่งที่ฟอร์มกล่าวได้ว่าจัดจ้านจริงๆ แต่ถึงอย่างไรในเดือน ธันวาคม เขาก็ได้รับรางวัลปลอบใจด้วยการคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของ ชิลี ไปครองสำหรับปี 2011

     ปีที่แจ้งเกิดของเขานั้นยังไม่หมดเพียงแค่นี้หลัง เอดูอาร์โด้ วาร์กาส สามารถคว้าตำแหน่งดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์ โคปา อเมริกา 2011 มาครองได้สำเร็จจาการซัดไปทั้งหมด 11 ประตูให้กับ ยูนิเวอร์ซิดัด เด ชิลี แล้วด้วยความโด่งดังของเขาในทวีปอเมริกาใต้ทำให้ วาร์กาส ได้รับความสนใจจากสโมสรทางยุโรปอีกทีนั่นก็คือ นาโปลี ขณะที่เขาค้าแข่งให้กับ ยูนิเวอร์ซิดัด เด ชิลี วาร์กาส ได้โอกาสลงเล่นไปทั้งหมด 54 นัด ยิงไปได้ 19 ประตู

สโมสร นาโปลี (2012)
     23 ธันวาคม 2011 นาโปลี จัดการคว้าตัว วาร์กาส มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 11.5 ล้านปอนด์(ประมาน 600 ล้านบาท) แต่ทว่าที่นี่เหมือนไม่ใช่ที่ของตัวเขาโดย วาร์กาส ไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับแฟนบอล นาโปลี ได้เลยหลังได้รับโอกาสลงเล่นไปทั้งหมด 19 นัด เขากลับยิงไม่ได้เลยแม้แต่ประตูเดียว ทำให้บอร์ดบริหารของ นาโปลี ต้องติดป้ายปล่อยยืมแก่ เอดูอาร์โด้ วาร์กาส ซะเลย

สโมสร เกรมิโอ (ยืมตัว) (2013)
     17 มกราคม 2013 วาร์กาส กลับมาโลดแล่นอยู่ในทวีป อเมริกาใต้ อีกทีโดยคราวนี้เขาถูกส่งมาเล่นกับ เกรมิโอ ในลีกบราซิล ซึ่งเขาก็สามารถทำผลงานได้ค่อนขางดีเลยทีเดียว หลังได้รับโอกาสลงสนามไปทั้งหมด 17 นัด ยิงไปได้ 6 ประตู

สโมสร บาเลนเซีย (ยืมตัว) (2014)
     23 มกราคม 2014 วาร์กาส ถูกส่งตัวต่อยัง สเปน โดยลงเล่นให้กับทีม ''ไอ้ค้างคาว'' บาเลนเซีย โดยประตูแรกที่ วาร์กาส ทำได้กับ ''ไอ้ค้างคาว'' เกิดขึ้นในเกมที่ บาเลนเซีย เปิดบ้านถล่ม เรอัล เบติส ไปได้ 5-0 หลังจากนั้นเจ้าตัวก็มากดอีก 2 ประตูในศึก แชมป์เปี้ยนส์ลีก ให้กับ บาเลนเซีย โดยในขณะที่เขาค้าแข้งอยู่ที่ สเปน วาร์กาส ลงเล่นไปทั้งหมด 17 นัด ยิงไป 3 ประตู

สโมสร ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส (2014-2015)
     เป็นฤดูที่ 3 ติดต่อกันที่ วาร์กาส ถูกปล่อยยืมตัวอย่างต่อเนื่องคราวนี้เจ้าตัวก็ต้องผ่านน้ำผ่านสมุทรมาลงเล่นในอังกฤษแทน 14 กันยายน 2014 วาร์กาส ลงเปิดฉากสนามเป็นเกมแรกให้กับ คิวพีอาร์ ในเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน ชาร์ลี ออสติน ในนาทีที่ 31 ของเกม

     19 ตุลาคม 2014 วาร์กาส โชว์ให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของเขาหลังเจ้าตัวถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน บ็อบบี้ ซาโมร่า ในนาทีที่ 78 ของเกม ก่อนเหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมที่ คิวพีอาร์ แพ้ให้กับ ''หงส์แดง'' หงส์แดง ไปอย่างสนุกสุดมันส์ 2-3 แต่ทว่าในสุดท้ายของฤดูนี้ เอดูอาร์โด้ วาร์กาส ก็ไม่สามารถช่วยให้ คิวพีอาร์ หนีตกชั้นได้สำเร็จ โดยเขาได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 21 นัด ยิงไปได้ 4 ประตู

ทีมชาติ
     เอดูอาร์โด้ วาร์กาส เริ่มติดทีมชาติ ชิลี ตั้งแต่ชุดอายุไม่เกิน 20 ปี โดยเขาถูกเรียกตัวไปเล่นในเกมอุ่นเครื่อง ก่อนที่ในปีเดียวกัน วาร์กาส จะถูกดันขึ้นมาเล่นในชุดใหญ่ของทีมชาติ ชิลี จนได้ โดยเมื่อ 2 กันยายน 2009 เขาสามารถทำประตูแรกในนามทีมชาติได้ด้วยในการพบกับทีมชาติ สเปน โดยเกมนั้น ชิลี แพ้ไป 2-3

     12 ตุลาคม 2011 ประตูแรกอย่างเป็นทางการของ วาร์กาส เกิดขึ้นในรอบคัดเลือกศึกบอลโลก โดยเขาสามารถทำประตูได้ในเกมพบกับทีมชาติ เปรู และเมื่อจบรอบคัดเลือก วาร์กาส เปลี่ยนเป็นดาวซัลโวประจำทีมชาติ ชิลี ทันทีด้วยการซัดไปคนเดียวทั้งหมด 5 ประตู
     1 มิถุนายน 2014 วาร์กาส มีชื่อติด 1 ใน 23 นักเตะชุดลุยศึกบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลด้วย และเขาก็ยังสามารถทำประตูได้ด้วยในเกมที่พบกับทีมชาติ สเปน

     11 มิถุนายน 2015 ในเกมนัดเปิดสนามของศึก โคปา อเมริกา 2015 ที่ ชิลี เป็นเจ้าภาพ เอดูอาร์โด้ วาร์กาส ก็เปิดหัวได้อย่างสวยงามโดยสามารถทำประตูได้ในทันทีในเกมที่ ชิลี เอาชนะ เอกวาดอร์ ไปได้ 2-0 แถมในเกมปัจจุบันที่พบกับ เม็กซิโก วาร์กาส ก็ยังสามารถทำประตูได้อีกด้วย ทำให้ถึงตอนนี้เขานำเป็นดาวซัลโวร่วมกับเพื่อให้นร่วมชาติอย่าง อาร์ตูโร่ วิดัล อยู่ตอนนี้

เกียรติประวัติ
– ดาวซัลโว โคปา ซูดาเมริกาน่า : 2011
– นักเตะยอดเยี่ยม โคปา ซูดาเมริกาน่า : 2011
– นักเตะยอดเยี่ยมของลีก ชิลี : 2011
– กองหน้ายอดเยี่ยมของลีก ชิลี : 2011
– ชั้น 2 นักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของทวีป อเมริกาใต้ : 2011

ufa1688

ประวัติ มิตชี่ บัตชูอายี่

ชื่อเต็ม : มิตชี่ บัตยกอายี่
วันเกิด : 2 ตุลาคม 1993
สถานที่เกิด : บรัสเซลล์, ประเทศเบลเยียม
สัญชาติ : เบลเยียม
ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : เชลซี

ประวัติส่วนตัว

          มิตชี่ บัตยกอายี่ มีชื่อเล่นว่า "บัตส์แมน" หรือ "แบตส์แมน" ซึ่งเป็นการเล่นคำระหว่างชื่อของเขาและซูเปอร์ฮีโร่อย่าง "แบตแมน" โดยสไตล์การเล่นของเขาจากการนำเสนอของ โฟร์โฟร์ทู บอกไว้ว่า บัตยกอายี่ เหมือนคลึงกับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ทั้งความเร็ว, ความอดทน, การหาตำแหน่งและการเชื่อมเกม

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

สตองดาร์ ลิแอช

          บัตยกอายี่ เริ่มค้าแข้งอย่างเป็นทางการกับ สตองดาร์ ลิแอช และลงสนามเป็นนัดแรกช่วงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2011 ในเกมที่บุกพ่าย เกนท์ 1-4 โดยเปลี่ยนตัวแทนที่ของ ฟร้องค์ เบอร์ริเย่ร์ ช่วง 7 นาทีสุดท้าย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Michy Batshuayi standard liege

          เขาเคยถูกไล่ออกจากสนามช่วงวันที่ 25 กันยายน 2012 ในศึกบอลถ้วยรอบหกที่พบกับ มูสครอน ด้วยการศอกใส่ทางด้านของ เบนจามิน เดลาคอร์ท ในช่วงครึ่งชั่่วโมงแรกของเกม และทำให้เขาถูกแบนสองเกมต่อมา แถมยังถูกปรับอีก 200 ยูโร (ประมาณ 7,600 บาท) ทว่าอย่างไรก็ดีฤดูนั้นเขาสามารถทำประตูได้ทั้งสิ้น 12 ลูกจาก 26 เกมที่ลงเล่น

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          ในซีซั่น 2013-14 บัตยกอายี่ ซัดประตูได้ 21 ลูกตลอด 34 เกมลีกและทำให้เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดชั้นสองของลีก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการซัดแฮตทริกแรกในการค้าแข้งจากเกมที่เอาชนะ ออสเตนเด้ 4-2 ตอนวันที่ 15 กันยายน 2013

โอลิมปิก มาร์กเซย

          ตอนวันที่ 8 สิงหาคม 2014 บัตยกอายี่ ได้ตกลงเซ็นสัญญากับสโมสรจากฝรั่งเศสอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 199 ล้านบาท) ซึ่งเขาได้รับโอกาสลงสนามทันทีอีกหนึ่งวันต่อมาในเกมลีกที่เอาชนะ บาสเตีย 3-2 ด้วยการเปลี่ยนตัวแทน ดมิทรี่ ปาเยต ช่วง 11 นาทีสุดท้าย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ michy batshuayi marseille

          ในวันที่ 29 ตุลาคม 2014 เขาสามารถเบิกสกอร์แรกในกับสโมสรได้ในเกมที่แพ้ แรนส์ 1-2 ของศึก กูป เดอ ลา ลีก รอบสาม และแม้ว่า บัตยกอายี่ จะไม่ค่อยได้ลงเล่นเป็นตัวจริง แต่เขาก็กดไปทั้งสิ้นถึง 9 ประตูในลีกให้กับทีมของกุนซือ มาร์เซโล บิเอลซ่า

เชลซี

          เมื่อเดือน เมษายน 2016 มีแถลงการณ์ว่าสโมสรจากแดนผู้ดีอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ให้ความสนใจที่จะคว้าตัวเขามาร่วมทีม โดยยื่นข้อเสนอ 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,545 ล้านบาท) แต่สองเดือนหลังจากนั้นมีข่าวว่าเพื่อให้นบ้านของพวกเขาอย่าง คริสตัล พาเลซ ยื่นข้อเสนอสูงกว่าอยู่ที่ 38 ล้านยูโร (ประมาณ 1,679 ล้านบาท) เพื่อให้ขอคว้าตัวเขามาร่วมทีม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ michy batshuayi chelsea

          ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวยกับ คริสตัล พาเลซ แต่กลับแปลงเป็น เชลซี ทีมยักษ์ใหญ่ร่วมเมือง ปาดหน้าคว้าตัว บัตยกอายี่ มาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยค่าตัวทั้งสิ้น 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,766 ล้านบาท) ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากแคมป์ทีมชาติสู้ศึกยูโร 2016 เพื่อให้เดินทางมาตรวจร่างกายที่ลอนดอน

          จนกระทั่งในวันที่ 3 กรกฎาคม บัตยกอายี่ ได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับ เชลซี ด้วยระยะยาวนานกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นดีลแรกภายใต้การทำทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ michy batshuayi chelsea

          ช่วงวันที่ 15 สิงหาคม 2016 เขาได้รับโอกาสลงเล่นเปิดตัวกับ "สิงห์บลูส์" ในเกมเปิดสนามที่เอาชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-1 ด้วยการลงเป็นสำรองแทน ดิเอโก้ คอสต้า ซึ่ง 5 วันต่อมา เขาก็สามารถซัดประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในเกมที่พบกับ วัตฟอร์ด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ michy batshuayi chelsea

เส้นทางอาชีพกับทีมชาติ

          บัตยกอายี่ สามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติ ดีอาร์ คองโก ได้ ตามเชื้อสายของครอบครัว แต่ในเดือน มีนาคม 2015 เขาได้ปฏิเสธตัวเลือกนี้ และขอลงเล่นให้กับประเทศบ้านเกิดอย่าง เบลเยี่ยม แทน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ michy batshuayi belgium

          เขาลงสนามในนามทีมชาติเป็นนัดแรกตอนวันที่ 28 มีนาคม 2015 ในศึก ยูฟ่า ยูโร 2016 รอบคัดเลือกที่พบกับ ไซปรัส โดยถูกเปลี่ยนมาเล่นแทน คริสติย็อง เบ็นเตเก้ ในนาทีที่ 77 และยิงไกลจากนอกกรอบจุดโทษใน 3 นาทีต่อมา ช่วยให้ทีมถล่มเอาชนะในรังไปได้ 5-0 ซึ่งนั่นทำให้เขาถูกเลือกให้ติดทีมไปเล่นในรอบสุดท้ายที่ฝรั่งเศสอีกด้วย

ufa1688

 

ประวัติ เอ็นโกโล่ กองเต้

เปิดประวัติการเดินทางของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือขัดตาทัพคนใหม่ป้ายแดงของ ปีศาจแดง ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก โชเซ่ มูรินโญ่ หลังจากโดน “ปีศาจแดง” ประกาศแยกทางได้เพียงไม่กี่วัน
โดยกุนซือวัย 45 ปี จะเข้ามารับตำแหน่งหัวเรือใหญ่ให้กับ ปีศาจแดง เป็นอย่างน้อยจนจบฤดูกาล 2018/19 ร่วมกับ ไมค์ ฟีแลน อดีตมือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เคยพา “ปีศาจแดง“ ผงาดง้ำบนเวที ยุโรป ในช่วง 5 ปีล่าสุดก่อนที่ “ป๋าเฟอร์กี้” จะตัดสินใจวางมือ [ อ่านข่าว : ปีศาจแดง ประกาศแต่งตั้ง โซลชา คุมทัพยันจบซีซั่น ]   ufa1688 

จุดเริ่มต้นของการเดินทาง
– โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกิดที่เมือง คริสเตียนซุนด์ ประเทศ นอร์เวย์ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1973 โดยเริ่มต้นเล่นฟุตบอลเป็นเพียงงานอดิเรกกับสโมสร เคลาเซเนนเก้น ทีมระดับดิวิชั่น 3 ของ นอร์เวย์ ก่อนจะโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงจนกระทั่งถูก โมลด์ ทีมในลีกสูงสุดของ นอร์เวย์ ดึงตัวเข้าไปร่วมทีมเมื่อปี 1995

หลังจากที่ โซลชา ในวัย 22 ปี ย้ายมาอยู่กับ โมลด์ ได้ไม่ทันไรก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจจนกระทั่งถูกเรียกตัวไปติด ทีมชาตินอร์เวย์(ชุดใหญ่) ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวตัวเขาถูกบรรดาสโมสรชั้นนำของ ยุโรป สนใจซื้อตัวเข้ามาร่วมทีมพร้อมกับถูกยกให้เป็น “อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์” ในช่วงเวลานั้น

 

ก้าวเข้าสู่ โรงละครแห่งความฝัน
– ช่วงฤดูร้อนปี 1996 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจควักเม็ดเงินมูลค่า 1.5 ล้านปอนด์ ดึงตัว โซลชา มาจากสโมสร โมลด์ ก่อนที่ตัวเขาจะโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจตั้งแต่ซีซั่นแรกในสีเสื้อของ “ปีศาจแดง” หลังจากถล่มสกอร์ในลีกไปถึง 18 ประตู พร้อมกับคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมมาครอง และซิวแชมป์  Premier League  เมืองผู้ดี หลังจบซีซั่น 1996/97

จากผลงานอันร้อนแรงตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยู เป็นเหตุให้บรรสาวก “เร้ด อาร์มี่” ตั้งฉายาให้ โซลชา เป็น “เพชรฆาตหน้าทารก” แต่ยังไงก็ตาม ชีวิตมีขึ้นก็ต้องมีลงเมื่อการถล่มประตูแบบเป็นกอบเป็นกำของหัวหอก ทีมชาตินอร์เวย์ เริ่มไม่ไม่หยุดเป็นเหตุให้ “ปีศาจแดง” ตัดสินใจทุ่มงบมูลค่าราว 12 ล้านปอนด์ ซื้อตัว ดไวท์ ยอร์ค เข้ามาร่วมทีม ท่ามกลางข่าวลือว่า โซลชา อาจย้ายออกจากถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเวลาต่อมา

แต่ยังไงก็ตามสุดท้าย โซลชา ได้ตัดสินใจที่จะอยู่ท้าชิงตำแหน่งตัวจริงกับ “ปีศาจแดง” ต่อไป และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ตัวเขาเริ่มสร้างชื่อขึ้นมาใหม่ในฐานะ “หัวหอกซูเปอร์ซับ” ด้วยการยิงประตูสำคัญได้บ่อยครั้งจากการลงมาเป็นตัวสำรอง โดยเฉพาะแมตช์ที่ตัวเขาซัดคนเดียวถึง 4 ประตูภายใน 12 นาที (เอาชนะ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 8-1) จนสร้าง Stats ใหม่ของฟุตบอลเมืองผู้ดีขึ้นมา

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจให้กับสาวก “เร้ด อาร์มี่” แบบไม่มีวันลืมเลือนคือเกมนัดชิงชนะเลิศ  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 1998/99 ที่ตัวเขาถูกส่งลงมาซัดประตูชัยได้ในวินาทีสุดท้ายนำทีมเอาชนะ เสือใต้ ไปอย่างสุดแสนดราม่าด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 1

 

เกือบไม่ได้อยู่สร้างตำนานประตูสู่ทริปเปิ้ลแชมป์
ย้อนไปเมื่อปี 1998 ก่อนหน้าที่ Manchester United จะคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้รับการทาบทามมาจาก ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ด้วยค่าตัว 5.5 ล้านปอนด์

ทุกอย่างกำลังเป็นอย่างราบรื่น ประธานสโมสรของทั้ง 2 ฝ่ายได้ลงนามในสัญญาเป็นที่เรียบร้อย แต่ตำนานกุนซือปีศาจแดงอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้โน้มน้าวให้ โซลชา อยู่สู้กับทีมต่อไป

“กุนซือเรียกผมเข้าไปที่ออฟฟิศ เขากล่าวว่าทั้ง 2 สโมสรได้ตกลงร่วมกันแล้ว แต่เขาไม่ต้องการให้ผมย้ายไป เขากล่าวว่าผมยังเป็นส่วนสำคัญในทัพของเขา และยังบอกอีกด้วยว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็นเรื่องระหว่างเรา 2 คน” อดีตเพชฌฆาตหน้าทารกกล่าว

“หากเขากล่าวว่า ‘เสียใจด้วยที่ต้องเห็นคุณย้ายไป ขอให้โชคดีกับอาชีพค้าแข้ง’ ผมก็อาจจะย้ายไปแล้ว แต่เขาต้องการให้ผมอยู่ต่อ ดังนั้นผมจึงไม่ได้เซ็นสัญญาลงไปในเอกสารที่แฟ็กซ์มา”

สุดท้าย โซลชา ก็อยู่ค้าแข้งกับทีมต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีความสำคัญในทีมปีศาจแดงของ เฟอร์กี้ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใครเลย

 

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา
– โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ประกาศแขวนสตั๊ดกับ แมนฯ ยู หลังจบฤดูกาล 2006/07 พร้อมกับทำ Stats ลงสนามรับใช้ “ปีศาจแดง” ไปทั้งหมดทุกรายการ 366 เกม ยิงได้ 126 ประตู ปิดฉากการค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยเวลายาวนานถึง 11 ปี

 

ก้าวแรกของการคุมทัพ
– ภายหลังจากที่ โซลชา ประกาศแขวนสตั๊ด ตัวเขาได้ไปเป็นโค้ชศูนย์หน้าให้กับ ปีศาจแดง ภายใต้การคุมทัพของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก่อนจะถูกแต่งตั้งให้ขึ้นมาเป็น กุนซือ ชุดสำรองของ “ปีศาจแดง” พร้อมกับทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยการพา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (ทีมสำรอง U23) คว้าแชมป์  Premier League  สำรอง 1 สมัย, แชมป์  Premier League  สำรองตอนเหนือ 1 สมัย, แชมป์ แลนคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย และแชมป์ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ อีก 1 สมัย

หลังต่อไป (ปี 2010-2014) โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้เริ่มจับงานคุมทีมชุดใหญ่ครั้งแรกด้วยการเป็นกุนซือให้กับอดีตทีมอย่าง โมลด์ และยังคงทำผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการนำทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย รวมไปถึงซิวถ้วย นอร์เวย์ คัพ มาได้อีก 1 รายการ

บททดสอบที่แสนสาหัสในลีกเมืองผู้ดี
– เข้าสู่ช่วงต้นปี 2014 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ย้ายมารับเผือกร้อนด้วยการคุมทัพ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ พร้อมกับแบกรับภาระกิจในการช่วยให้สโมสรอยู่รอดบนเวที  Premier League   England  ฤดูกาล 2013/14 แต่ท้ายที่สุดก็ทำได้ไม่สำเร็จเมื่อตัวเขาคุมทัพ “บลูเบิร์ด” ลงเล่นเกมลีก 18 นัด (ชนะ3 เสมอ3 แพ้12) ตกชั้นด้วยอันดับสุดท้ายของตาราง

หลังต่อไป คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ต้องตกชั้นลงไปเล่นในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งผลงานของพลพรรค “บลูเบิร์ด” ยังคงไม่กระเตื้องเป็นเหตุให้ช่วงปลายปี 2014 โซลชา โดนเด้งจากตำแหน่งกุนซือ และกลับไปรับงานคุมทีม โมลด์ อีกครั้งในช่วงระยะเดือน ตุลาคม ปี 2015

คัมแบ็ค โอลด์ แทรฟฟอร์ด
– วันที่ 19 ธันวาคม 2018 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้รับแต่งตั้งให้เป็น กุนซือ ชั่วคราวของ แมนฯ ยู ไปจนจบฤดูกาล 2018/19 หลังจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ทำผลงานได้น่าเสียใจโดยเฉพาะความพ่ายแพ้ต่อทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่าง หงส์แดงลิเวอร์พูล ในศึก “แดงเดือด” ที่สนาม แอนฟิลด์ แบบไร้ทางสู้ด้วยสกอร์ 1-3

สิ่งที่น่าดึงดูดใจก่อนการประกาศปลด โชเซ่ มูรินโญ่ พ้นตำแหน่ง คือบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านั้นของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าถ้าหากวันใดได้รับโอกาสเข้ามาเป็นบิ๊กบอสของ “ปีศาจแดง” ตัวเขาพร้อมคืนชีพฟอร์มเทพของ พอล ป็อกบา มิดฟิลด์ดีกรีแชมป์โลกให้กลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง ด้วยแผนการให้ มิดฟิลด์ หมายเลข 6 เป็นจุดศูนย์รวมการขับเคลื่อนเกมของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

งานนี้ต้องมาดูกันว่า การคัมแบ็คกลับมารับหน้าที่ครั้งใหม่ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะทำให้สาวก “เร้ด อาร์มี่” ประทับใจอย่างที่เคยทำไว้ในสมัยที่ยังเป็นดาวเตะได้หรือไม่..

ลาซิโอ ประวัติ สโมสร Lazio

ประวัติ ลาซิโอ  ufa1688 
โซชีเอตาสปอร์ตีวาลาซีโอ (อิตาลี: Società Sportiva Lazio) สโมสรลาซีโอก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1900 ตามชื่อแคว้นลัตซีโยที่ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองหลวงคือกรุงโรมในประเทศอิตาลี สีของทีมลาซีโอใช้สีฟ้าขาวซึ่งได้แรงบรรดาลใจมาจากธงประเทศกรีซ ทีมบอลนี้เป็นทีมขนาดใหญ่ทีมหนึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีผลงานอยู่ในชั้นบนของตารางมาโดยตลอด สามารถคว้าแชมป์สกูเดตโตได้ 2 สมัย คือในฤดูปี 1973-1974 และฤดู 1999-2000

สโมสรกีฬาลาซีโอ (Società Sportiva Lazio, S.S. Lazio) เป็นสโมสรกีฬาที่มีทั้งหมด 37 ชนิด โดยกีฬาบอลเป็นกีฬาที่โดดเด่นที่สุดของสโมสร โดยสัญลักษณ์ที่ใช้คือ นกอินทรีฟ้าขาว ทีมบอลลัตซีโยเป็นทีมเก่าแก่ทีมแรกของกรุงโรม โดยก่อตั้งก่อนทีมสโมสรบอลโรมา 27 ปี

เกียรติประวัติ

อิตาลี ระดับประเทศ

เซเรียอา
ชนะเลิศ (2): 1973–74 , 1999–00
โกปปาอีตาเลีย
ชนะเลิศ (7): 1958, 1997–98, 1999–00, 2003–04, 2008–09, 2012–13, 2018–19
ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา
ชนะเลิศ (4): 1998, 2000, 2009, 2019
เซเรียบี
ชนะเลิศ (1): 1968–69
ยุโรป ระดับทวีปยุโรป

ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ
ชนะเลิศ (1): 1998–99
ยูฟ่าซูเปอร์คัพ
ชนะเลิศ (1): 1999
ลาซิโอกับ 20 ปีที่พวกเขาถูกมองผ่าน
หมุนเข็มนาฬิกากลับไปยังยุคทองของ ลาซิโอ ในช่วงต้นยุคมิลเลนเนียม ไม่มีแฟนบอลคนไหนไม่รู้จัก พาเวล เนดเวด, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, ดิเอโก้ ซิเมโอเน่, ซินิซ่า มิไฮโลวิช, อเลสซานโดร เนสต้า รวมไปถึงดาวยิงชิลีเจ้าของสมญา ‘เอล มาทาดอร์’​ อย่าง มาร์เซโล่ ซาลาส
แต่ขณะเดียวกัน ก็เชื่อว่าหลายต่อผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยคงหลงลืมนักเตะที่ไม่หวือหวา ทว่าเป็นส่วนสำคัญของทีมชุดนั้นอย่าง มัทเธียส อัลเมย์ด้า, ลูก้า มาร์เคะจานี่, จูเซ็ปเป้ ฟาวัลลี่, เปาโล เนโกร, เฟอร์นานโด คูโต้ และช่วยจดจำชื่อของกองหน้าผู้เงียบขรึมคนนี้ไว้ด้วยอีกคน คนที่ชื่อ “ซิโมเน่ อินซากี้”
แชมป์ลีกครั้งสุดท้ายของลาซิโอเริ่มขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมปี 2000
 ในตอนนั้น ยูเวนตุสมีคะแนนนำอินทรีฟ้าขาวอยู่ไกลสุดกู่ถึง 9 คะแนน แต่รถผ้าป่าจากตูรินเริ่มเสียการทรงตัวทีละนิด ไล่ตั้งแต่แพ้มิลาน, แพ้เวโรน่า และที่สำคัญคือการแพ้ลาซิโอคาเดลเล่ อัลปิจากประตูโทนของดิเอโก้ ซิเมโอเน่
การแข่งขันยืดเยื้อไปจนถึงนัดสุดท้าย
ยูเวนตุสมีคะแนนมากกว่าลาซิโออยู่ 2 คะแนน แต่สุดท้ายพลพรรคม้าลายกลับบุกไปพ่ายเปรูจา 0-1 ส่วนลาซิโอเปิดบ้านถล่มเรจจิน่าไปสบายเกือก 3-0 โดยได้ประตูจากซิโมเน่ อินซากี้, ฮวน เซบาสเตียน เวรอนและดิเอโก้ ซิเมโอเน่ แซงป้ายคว้าแชมป์ลีกอิตาลีไปครองเป็นอย่างมากใหญ่และขึ้นแท่นเป็น 1 ในคลาสสิค โมเมนต์ของกัลโช่ เซเรีย อาอีกด้วย คล้อยหลังจากคว้าสคูเด็ตโต้มาแค่ 2 ปี พญาอินทรีที่กำลังจะติดไอพ่นบินสูงกลับต้องประสบปัญหาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเสียสเวน โกรัน อิริคส์สันไปให้กับทีมชาติอังกฤษ, การสูญเสียพาเวล เนดเวด, เซบา เวรอน และที่หนักหนาสาหัสเลยก็คือการที่ประธานสโมสรของพวกเขาถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งหลังมีคดีเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินและการฉ้อโกง
ซึ่งแน่ๆว่ามันกระทบชิ่งไปถึงการเงินของสโมสรเข้าอย่างจัง
ฤดู 2002-03 ลาซิโอจำต้องปล่อยกัปตันทีมสุดรักอย่างอเลสซานโดร เนสต้าและเอร์นัน เครสโปดาวซัลโวประจำทีมออกไปให้กับ 2 ทีมจากเมืองมิลานอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้แลกกับเงินก้อนโตมาพยุงค่าใช้จ่ายในทีม พวกเขาเคยเหลือนักเตะชุดใหญ่ในทีมให้ใช้งานเพียงแค่ 15 คนเท่านั้นตอนช่วงปี 2014 ก่อนที่ต้องหันไปทาบทาม “เปาโล ดิ คานิโอ” ดาวยิงจอมเดือดวัย 36 ปีให้มาช่วยทีม ซึ่งในเวลานั้นดิ คานิโอยอมหั่นค่าเหนื่อยตัวเองลงถึง 75% เพื่อให้ได้รับใช้สโมสรที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็ก
ถ้าคิดว่านั่นหนักแล้ว ยังครับ! มันยังมีที่หนักกว่านั้นอีก ก็กัลโช่โปลีนั่นไง
จากคดีอื้อฉาวในคราวนั้น ลาซิโอก็เป็นอีกทีมที่โดนหางเลขไปกับเค้าด้วย แม้จะจบด้วยชั้น 6 แต่ผลพวงจากกัลโช่โปลีจึงทำให้พญาอินทรีแห่งโรมถูกลงทัณฑ์ด้วยการปรับถึง 30 คะแนน ส่งผลยังชั้นในตารางคะแนนร่วงกราวมาอยู่ที่ 16 แถมยังถูกตัดสิทธิ์อดไปเล่นยูฟ่า คัพอีกต่างหาก
แต่รู้มั้ยครับ…
ไม่ว่าจะเป็นห้วงเวลายิ่งใหญ่หรือกระทั่งห้วงเวลาที่เป็นวิกฤติทุกวิกฤติ​ของลาซิโอตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปี 2010 พวกเขามีคนคนนึงที่อยู่เคียงคู่กับทีมมาตลอดไม่เคยทิ้งไปไหน แม้ช่วงปลายอาชีพจะเคยถูกปล่อยยืมไปยังซามพ์โดเรียกับอตาลันต้ามาช่วงสั้น ๆ ก็ตาม
ซิโมเน่ อินซากี้
คือคนคนนั้น

ซิโมเน่อาจเป็นนักเตะที่ไม่ได้ชื่อดังคับยุโรปแบบพี่ชายเขาก็จริง แต่เรื่องงานโค้ชแล้ว ผมว่าซิโมเน่ไม่ใช่เล่น ๆ เลย
หลังแขวนสตั๊ดในปี 2010, ลาซิโอแต่งตั้งให้อินซากี้ผู้น้องดูแลงานโค้ชเยาวชนมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ทีมรุ่นจิ๋ว, ทีมอายุต่ำกว่า 17 ปีและทีมชุดพรีมาเวร่าในปี 2014
กราฟชีวิตงานโค้ชของซิโมเน่เหมือนรถไฟเหาะครับ
หลังจากทำผลงานได้ดีในทีมพรีมาเวร่า เขาก็ได้รับโอกาสให้รับหน้าที่คุมลาซิโอแบบขัดตาทัพในฤดู 2015-16 ภายหลังที่ “เคลาดิโอ โลลิโต้” ประกาศปลด “สเตฟาโน่ ปิโอลี่” ตอนช่วงเดือนเมษายน
และแม้จะทำผลงานได้น่าพอใจในฤดูกาลที่เหลือ แต่เขาก็ยังคงถูกหมางเมินจากประธานสโมสรเหมือนสมัยเป็นนักเตะไม่มีผิด โดยโลลิโต้ได้ตัดสินใจเลือกแต่งตั้ง “มาร์เชโล่ บิเอลซ่า” เผ่านาคุมทีมแทนตอนปรี ซีซั่นฤดู 2016-17
เมื่อรู้ว่าลาซิโอมองผ่านเขาไปอีกรอบ…
ซิโมเน่เหมือนใจสลาย เขาเตรียมพาตัวเองไปลุยงานกับทีมในเซเรีย บี โดยตอนนั้นการเซ็นสัญญากับทีมใหม่กำลังจะลุล่วงอยู่รอมร่อ ทว่าจู่ ๆ บิเอลซ่าก็ลาออกจากลาซิโอหลังเข้ารับตำแหน่งเพียงแค่ 7 วันเสียอย่างนั้น!
ลือกันว่า บิเอลซ่าต้องการแก้เผ็ดโลลิโต้ที่ผิดคำพูดกับเขาก่อนตอนจะเซ็นสัญญา นั่นเลยเป็นเหตุที่ทำให้ซิโมเน่ถูกเรียกตัวกลับมาคุมลาซิโอชุดใหญ่อีกทีภายใต้สัญญาคุมทีมถาวร ไม่ใช่ขัดตาทัพอีกต่อไปแล้ว
และหลังจากนั้นอินทรีป่วยตัวนี้ ก็ค่อย ๆ สมานบาดแผลจนพอมีแรงกลับมาบินสูงได้แบบที่เห็นในปัจจุบัน

ลาซิโอภายใต้การคุมทีมของอินซากี้ผู้น้องนั้นแอบบินสูงซุ่มเงียบมาโดยตลอด รู้สึกตัวกันอีกทีก็สามารถตบยูเวนตุสพร้อมคว้าแชมป์ซุปเปอร์ โคปปา อิตาเลียน่าในฤดู 2017-18 ไปแบบดื้อ ๆ แถมยังพาลาซิโอจบชั้น 5 ในตารางได้อีกด้วย
ฤดูต่อมา เขายังสามารถพาทีมคว้าถ้วยโคปปา อิตาเลียมาครองได้อีกใบ ก่อนจะต่อยอดมาในฤดูนี้กับการตบยูเว่ ( อีกรอบ )​ ในถ้วยซุปเปอร์ โคปปา อิตาเลียน่าเมื่อต้นปีไปแบบขาดลอย 3-1
กับSystemการเล่น 3-5-2 ที่ใครต่อใครต่างมองว่าเป็นการเล่นแบบตีหัวเข้าบ้าน แต่ซิโมเน่กลับแสดงให้ทุกคนมองว่า ด้วยSystemนี้เขาสามารถรังสรรค์ให้ทีมเล่นเกมรุกอย่างสะเด็ดสะเด่าชนิดที่แม้แต่ยูเวนตุสหรืออินเตอร์ยังต้องอาย
26 นัดในลีก ยิงได้ 60, เสียแค่ 23, ผลต่างประตูได้เสียมากที่สุดในลีก และที่สำคัญ…
พวกเขากำลังนำเป็นจ่าฝูงบอลอิตาลีเวลานี้อีกด้วย

แม้คนอีกหลายๆคนจะยังยกให้อินเตอร์กับยูเวนตุสเป็นตัวเต็ง แต่อย่าลืมว่าอินทรีตัวนี้สามารถใส่เต็มสูบได้ทุกนัดที่เหลือเนื่องมาจากตกรอบบอลถ้วยไปหมดแล้วทุกรายการและยังลงเล่นโดยไม่มีความกดดันอะไรเลย
เพราะเท่าที่มาถึงจุดนี้ได้ มันก็เกินจากที่พวกเขาตั้งธงไว้ไกลมากแล้ว
เมื่อส่องโปรแกรมช่วงเดือนสุดท้าย เราจะพบว่าลาซิโอเจอโปรแกรมเบากว่ายูเวนตุสกับอินเตอร์เสียอีก
และไม่ว่าฤดูนี้พวกเขาจะไปจบที่ชั้นไหนในตาราง เครดิตเกินครึ่งเราก็ควรยกให้อดีตดาวยิงหมายเลข 21 คนนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
คนที่ค่อย ๆ รักษาอาการป่วยของอินทรีฟ้าขาวตัวนี้ทีละนิด ทีละนิด จากบอลที่เขาสร้่างมันมาอย่างเป็นSystemทั้งยังยังเต็มไปด้วยแรงกระหายอย่างไม่มีวันหมด
อนุญาตให้ปรบมือได้ตามสะดวก กับคนโปรไฟล์ธรรมดาแต่ความสามารถไม่ธรรมดา
อันเดอร์เรตโค้ชอีกคนของแวดวงลูกหนังเลี่ยน
บุรุษผู้เป็นคนยิงประตูพาลาซิโอเป็นแชมป์ลีกครั้งสุดท้ายในปี 2000 และอาจจะเป็นโค้ชคนที่พาอินทรีผงาดอีกรอบบนขวบปี 2020

เดวิด เอดเวิดส์

ufa1688 เดวิด อเล็กซานเดอร์ เอดเวิดส์ (เกิดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1986) เป็นนักฟุตบอลผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับชรูว์สบรีทาวน์ในลีกวัน

เอดเวิดส์เริ่มต้นอาชีพกับสโมสรในบ้านเกิดอย่างชรูว์สบรีทาวน์ โดยลงเล่นระดับอาชีพครั้งแรกใน ค.ศ. 2003 สามฤดูกาลถัดมา เขาย้ายไปลูตันทาวน์ในลีกวันในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2007 แต่เนื่องจากปัญหาการเงินของลูตัน ทำให้เขาย้ายไปวุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2008 ด้วยต่าตัว 675,000 ปอนด์ เอดเวิดส์เป็นส่วนหนึ่งของทีมวูฟส์ที่ชนะเลิศแชมเปียนชิปใน ค.ศ. 2009 และชนะเลิศลีกวันใน ค.ศ. 2013 และยังมีช่วงเขาได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกอยู่สามฤดูกาล เขาลงเล่นให้กับวูฟส์ทุกรายการ 307 นัด ยิงได้ 44 ประตู และได้ย้ายไปเรดิงในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2017 สุดท้ายในเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 เขาย้ายกลับชรูว์สบรีทาวน์

เอดเวิดส์ได้ลงเล่นให้กับทีมชาติเวลส์ทั้งหมด 43 นัดในช่วงปี 2007 ถึง 2017 ยิงได้ 3 ประตู เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติซึ่งจบในรอบรองชนะเลิศในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 และในวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 2018 เขาประกาศเลิกเล่นฟุตบอลทีมชาติ

เกียรติประวัติ
ชรูว์สบรีทาวน์

ฟุตบอลคอนเฟอเรนซ์ เพลย์ออฟ: 2003–04
วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์

แชมเปียนชิป: 2008–09
ลีกวัน: 2013–14