ประวัติ สตีเว่น เจอร์ลื่น

สตีเว่น เจอร์ราร์ด กองกลางจอมเก๋าชาวอังกฤษของ แอลเอ กาแล็กซี่ ออกมายอมรับว่าเขารู้สึกเหมือนได้เป็นเด็กอีกที หลังเปิดฉากเกมแรกใน เมเจอร์ ลีก อย่างสวยสดงดงาม ด้วยการยิง 1 จ่าย 1 พาทีมพลิกกลับมาชนะ ซาน โฮเซ่ เอิร์ทเควกส์ 5-2  ufa1688 

 

     เกมนี้นับเป็นเกมดาร์บี้แห่ง แคลิฟอร์เนีย และเริ่มก็ทำท่าจะแย่เสียแล้ว สำหรับนัดเปิดซิงของ เจอร์ราร์ด หลังโดนทีมเยือนออกนำห่าง 2-0 คาถื่น สตับฮับ เซนเตอร์

 

     แต่หลังจากนั้นหนังก็แปลงเป็นคนละม้วน เมื่อได้ ร็อบบี้ คีน กองหน้าไอร์แลนด์ซัด 3 เม็ดรวด พร้อมด้วยอีกคนละ 1 ประตูจาก เจอร์ราร์ด และ เซบาสเตียน เลทเก็ท จบเกม แอลเอ ถล่มยับ 5-2

 

     หลังจบการแข่งขัน เจอร์ราร์ด ได้รับการโหวตเป็นแมนออฟเดอะแมตช์ จากแฟนบอล แอลเอ โดยเจ้าตัวดีใจสุดๆ ในการเปิดฉากที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ "อนาคตที่สดใสมาอยู่ที่นี่แล้ว ผมรู้สึกเหมือนได้เป็นเด็กอีกรอบยังไงยังงั้น"

 

    ขณะที่ แลนดอน โดโนแวน อดีตหัวหอกทีมชาติอเมริกา ก็เสริมว่า "มันมหัศจรรย์และสนุกมากที่ได้ชมเกมนี้ น่าดีใจที่ แอลเอ มาถึง ณ จุดนี้"

 

 สตีเว่น เจอร์ราร์ด "กองกลางมหัศจรรย์ของเกาะอังกฤษ"

Steven Gerrad

สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยอดกัปตันทีมแห่งค่าย “หงส์แดง” หงส์แดง มีชื่อเต็มว่า สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด เกิดตอนวันที่ 30 พฤษภาคม 1980 ที่เมืองวิสตัน เมอร์ซี่ย์ไซด์ หงส์แดง ไปสู่เส้นทางลูกหนังจากการลงเล่นให้กับโรงเรียนคาร์ดินัล ฮีแนน คาธอลิก ไฮจ์สคูล ในเวสต์ดาร์บี้ เมืองหงส์แดง โดยในตอนที่อายุ 8 ขวบ เขาเป็นสมาชิกของทีม หงส์แดง วายทีเอส  ก่อนที่จะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพของทีม “หงส์แดง” ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 1997 โดยได้รับเงินค่าจ้างก้อนแรกที่ 700 ปอนด์ (ประมาณ  44,100 บาท) ต่อสัปดาห์

เจอร์ราร์ด ได้ชื่อว่าเป็นกองกลางพลังไดนาโม  โดยเขาเริ่มแจ้งเกิดมาในตำแหน่งปีกขวา ก่อนที่จะขยับมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ  แต่ด้วยความเป็นนักเตะที่มีความชำนาญทั้งการช่วยเกมรับ และการเติมเกมรุก แถมยังยิงไกลได้แม่นยำ ทำให้ เจอร์ราร์ด จึงค่อยๆ เปลี่ยนหน้าที่ของตนเองมาเป็นกองกลางเชิงรุกไปแล้ว

 

เริ่มอาชีพค้าแข้ง

1998-2000 : ช่วงต้นการค้าแข้ง

เจอร์ราร์ด หรือที่มีนิคเนมว่า "สตีวี่จี"  ได้ลงเล่นบอลอาชีพนัดแรกในนามทีมหงส์แดงชุดใหญ่ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 1998 โดยเขาถูกเปลี่ยนตัวลงไปเล่นแทน เวการ์ด เฮ็กเกม ในเกมที่พบกับ แบล็คเบิร์น ขณะที่ เกมที่เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรก เกิดขึ้นในเกมยูฟ่า คัพ ปี 1998 ที่พบกับ เซลต้า บีโก้ เนื่องด้วย เจมี่ คาราเกอร์  มิดฟิลด์จอมทัพของทีมได้รับบาดเจ็บ และแม้ว่า "หงส์แดง" จะแพ้ในนัดนั้น แต่ เจอร์ราร์ด ก็ได้รับการยกย่องอย่างมากว่าเล่นได้ดี มีอนาคตในทีมอย่างแน่ๆ

Steven Gerrad

ต่อมาในฤดู 1999-2000 หงส์แดง ภายใต้การคุมบังเหียนของ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ชายหนุ่มน้อยเลือดสเก๊าซ์ ก็ได้ปักหลักยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเขาได้ลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง คู่กับ เจมี่ เร้ดแนมป์ และในปีนี้เอง ที่เจอร์ราร์ด ต้องได้รับใบแดงแรกในชีวิต จากการไปทำฟาวล์ เควิน เคมป์เบลล์ กองหน้าของ เอฟเวอร์ตัน เช่นเดียวกับที่ เขาสามารถส่องประตูแรกให้กับต้นสังกัดในเกมพรีเมียร์ชิพ ช่วงท้ายฤดู ที่เอาชนะ เชฟฟิลด์ เวสเดย์ มาได้อย่างท้วมท้น 4-1 

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นปีที่ไม่ค่อยรื่นรมย์สำหรับ เจอร์ราร์ด มากนัก เพราะเขาต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บที่หลังอยู่บ่อยครั้ง จนมีข่าวออกมาว่า แฟนบอลทีม “หงส์แดง” อาจไม่ได้เห็นเพลงแข้งของเขาจนจบฤดูเลยก็

 

 

 

เป็นได้ แต่จากความเอาใจใส่ของ อุลลิเย่ร์ ที่สรรหาทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาตรวจรักษาอย่างใกล้ชิด ก็ทำให้ เจอร์ราร์ด หายกลับมาเป็นปกติ ก่อนที่ อาการบาดเจ็บที่โคนขาหนีบ จะทำให้เขาต้องหยุดพักรักษาตัวอีกรอบ แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ แค่นั้นและในที่สุด เจอร์ราร์ด ก็กลับมาลงสนามได้ตามเดิม

 

2001-2003 : ช่วงแห่งความสำเร็จ

ในฤดู 2000-2001 เจอร์ราร์ด ในวัย 20 ปี ก็สามารถสลัดอาการบาดเจ็บที่รุมเร้าในฤดูที่แล้วได้อย่างปลิดทิ้ง  และเขาก็เล่นดีมากๆ จนได้รับตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสมาคมนักเตะอาชีพของอังกฤษ และพาทีม "หงส์แดง" คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ ทั้ง ยูฟ่า คัพ, เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ โดยสามารถทำประตูในรอบชิงชนะเลิศของยูฟ่า คัพ ซึ่ง หงส์แดง กับ อลาเบส ได้อีกด้วย

อาจได้ว่า สตีวี่จี ถือเป็นที่นักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของ หงส์แดง ในตอนนี้ ภายหลังที่มาร่วมชายคาของสโมสรแห่งนี้ ตั้งแต่ปี 1989 และค่อยๆพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเรื่อยๆในโรงเรียนนักเตะของ "หงส์แดง" ที่สร้างนักเตะที่อย่าง สตีฟ แม็คมานามาน และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ มาโด่งดังไปแล้ว ก่อนจะปั้น ไมเคิ่ล โอเว่น และ เจอร์ราร์ด ขึ้นมาโด่งดังเป็นรุ่นต่อมา       

 
ต่อมาในฤดู 2001-2002 ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มพูนมาขึ้น ก็ทำให้ เจอร์ราร์ด ขยับฐานะจากนักเตะดาวรุ่ง กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของทีม “หงส์แดง” อย่างเต็มตัว  โดยเขามีส่วนสำคัญยิ่งจนทำให้ หงส์แดง ปิดฉากฤดูที่ ชั้น 2 ของตารางพรีเมียร์ชิพ ด้วยคะแนนที่ดีที่สุดในรอบ 10 ของทีมอีกด้วย

Steven Gerrad
 

2003-2004 : ช่วงชีวิตการเป็นกัปตันทีม

เจอร์ราร์ด ยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมเช่นเดิม แต่หน้าที่ที่เขาได้รับเพิ่มขึ้นก็คือ การสวมปลอกแขนกัปตันทีมนัดแรกอย่างเป็นทางการของดาวเตะวัยเพียง 23 ปี ในขณะนั้น โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน ซามี่ ฮูเปีย กองหลังชาวฟินแลนด์ ในเดือนตุลาคม  2003 เพราะเหตุว่าหวังให้ เจอร์ราร์ด โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

 

 

และก็ได้ผลทีเดียวเมื่อ เจอร์ราร์ด เปลี่ยนเป็นผู้เล่นที่คอยกระตุ้นเพื่อให้นร่วมทีมได้เสมอ ทั้งการทำงานหนักในสนาม และการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อให้นร่วมทีม โดยในฤดู 2003/2004 เจอร์ราร์ด ที่ต้องคอยไล่ตัดเกมรุกของคู่ต่อสู้ด้วยนั้น โดนใบเหลืองไปแค่ 2 ครั้ง แสดงให้คิดว่าเขาเป็นผู้เล่นที่เล่นบอลอย่างขาวสะอาดมากคนหนึ่ง

 

2004-2005 : แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

 
หงส์แดง ภายใต้การปฏิรูปขนานใหญ่ ที่ไม่มี ไมเคิ่ล โอเว่น กองหน้าคนสำคัญ ซึ่งถูกขายให้ เรอัล มาดริด, อาการบาดเจ็บอย่างร้ายแรงของ ฌิบริล ซิสเซ่ หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส จนทำให้ต้องพักยาว, นักเตะแกนหลักอีกหลายรายคนทีมที่ไม่บริบูรณ์ รวมทั้งการเปลี่ยนกุนซือนำทัพคนใหม่ มาเป็น ราฟาเอล เบนิเตซ ที่เข้าดำรงตำแหน่งแทน อุลลิเย่ร์  ที่โดนให้ออกไป

ขณะที่ เจอร์ราร์ด เอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะปักหลักอยู่ในแอนฟิลด์ ต่อไปหรือเปล่า แต่เจอร์ราร์ดก็ยังทุ่มเทสุดกำลังในการลงสนามให้กับหงส์แดง จนกระทั่งพาทีม "หงส์แดง" ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้แบบพลิกความคาดหมาย ซึ่งหงส์แดง ต้องพบกับ เอซี มิลาน ยอดทีมจาก อิตาลี ในการฟาดแข้งที่สนาม อตาเติร์ก สเตเดี้ยม กรุงอิสตันบุล ประเทศตุรกี และก็ดูเหมือนว่า "หงส์แดง" ต้องผิดหวังตั้งแต่การแข่งขันครึ่งแรกจบลง เมื่อเป็นข้างตามหลังไปถึง 0-3 แต่ เจอร์ราร์ด ในฐานะกัปตันทีมก็ยังไม่ยอมแพ้ กระตุ้นให้ลูกทีมฮึดสู้ตามไปด้วย และเขาก็โหม่งประตูตีไข่แตกช่วยให้ หงส์แดง ไล่มาเป็น 1-3 และความหวัง

  

หลังจากนั้น วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ ก็ยิงประตูช่วยให้ หงส์แดง ไล่ขึ้นมาเป็น 2-3 ท่ามกลางความหวังที่เพิ่มขึ้นอีกของพลพรรค "เดอะ ค็อป" ที่ช่วยกันร้องเพลง You will never walk alone กระหึ่มสนามอตาเติร์ก เร่งความฮึกเหิมให้กับนักเตะ "หงส์แดง" เข้าไปอีก ก่อนที่ ซาบี อลอนโซ่ จะมาทำประตูตีเสมอให้กับ หงส์แดง ได้สำเร็จ ชนิดที่แฟนบอล มิลาน ถึงกับตะลึง

 

     
การแข่งขันนัดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ต้องไปตัดสินกันที่การดวลจุดโทษ ภายหลังที่ต่อเวลาพิเศษไปแล้ว ก็ยังเสมอกันอยู่ 3-3 และ เจอร์ซี่ ดูเด็ค นายทวารชาวโปแลนด์ ก็ช่วยเซฟจุดโทษให้ หงส์แดง คว้าแชมป์ยุโรป มาครองได้แบบสุดมหัศจรรย์ โดยที่มีกัปตันทีมที่ชื่อ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ก้าวขึ้นไปรับถ้วยรางวัลยกขึ้นเหนือหัวประกาศให้โลกรู้ถึงความยอดเยี่ยมของหงส์แดง และตัวเขาเอง และหลังจากจบการแข่งขันนัดดังที่กล่าวมาข้างต้น เจอร์ราร์ด ก็ให้สัมภาษณ์ว่า "ผมจะย้ายออกจากทีมไปได้อย่างไร ภายหลังที่มีค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่อย่างงี้"

นอกจากจะพาทีมหงส์แดง คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้แล้ว เจอร์ราร์ด ยังได้รับรางวัลนักเตะทรงคุณค่าของการแข่งขันและมีชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป หรือ บัลลงดอร์ แต่ก็โดน โรนัลดินโญ่ ดาวเตะบราซิเลียนของบาร์เซโลน่า

เบียดคว้าตำแหน่งไปครอง นอจากนั้น เจอร์ราร์ด ยังอยู่ในชั้น 3 ของรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมแห่งปีของบีบีซี อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเดือน กรกฎาคม ปี 2005 ซึ่งเป็นช่วงๆปิดฤดู การพูดจาต่อสัญญาของ เจอร์ราร์ด กับ หงส์แดง ก็ล้มเหลวลงอีกรอบ ท่ามกลางข่าวลือว่า เชลซี ยื่นข้อเสนอมาให้ เจอร์ราร์ด ย้ายมาร่วมทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" ด้วยค่าตัวมหาศาล 32 ล้านปอนด์ ซึ่งสูงที่สุดในอังกฤษ และในวันที่ 5 กรกฎาคม ปีนั้น เจอร์ราร์ด ก็ออกมาประกาศว่าเขาต้องการจะย้ายออกจากแอนฟิลด์ ภายหลังที่ยังตกลงเรื่องสัญญากับทางสโมสร ไม่ได้ซักที
แต่ในสุดท้ายแล้ว แฟนบอลของหงส์แดง ก็ได้เฮกันลั่น เมื่อ เจอร์ราร์ด เปลี่ยนใจในวันต่อมา และจัดการเซ็นสัญญากับ หงส์แดง ไปอีก 4 ปี ในวันที่ 8 กรกฏาคม 2005 พร้อมกับ เจมี่ คาร์ราเกอร์ เพื่อให้นร่วมทีมที่ก้าวมาจากโรงเรียนลูกหนังของหงส์แดง ด้วยกัน

 

       
ในฤดู 2005/2006 เจอร์ราร์ด ก็เป็นกำลังสำคัญของทีมหงส์แดง อีกเช่นเคย ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยังไม่ตกลงไปเลย และพาทีมพลิกสภาพการณ์คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้ ด้วยลูกยิงไกลสุดสวยของเขา ที่ช่วยให้ "หงส์แดง" ตีเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้ 3-3 ก่อนจะไปเอาชนะได้ด้วยการดวลจุดโทษ โดยลูกยิงกลสุดสวยของเขา ยิงจากระยะประมาณ 35 หลา มีความเร็ว 28 ไมล์ ต่อชั่วโมง และเป็นลูกยิงที่ดีที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเอฟเอ คัพ

นอกจากจะพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้แล้ว เจอร์ราร์ด ยังได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักเตะอังกฤษ หรือ พีเอฟเอ ทำให้เขาเป็นนักเตะ หงส์แดง คนแรกที่ได้รางวัลนี้ ต่อจาก จอห์น บาร์นส์ อดีตปีกจอมเลื้อยของ "หงส์แดง" ที่เคยได้รางวัลนี้ ในปี 1988

 

 

จากการทำประตูได้ในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ครั้งล่สุด ทำให้ เจอร์ราร์ด สามารถทำประตูในรอบชิงชนะเลิศของบอลรายการใหญ่ๆในระดับสโมสร ได้ครบทุกรายการแล้ว โดยก่อนหน้านี้ก็ทำประตูได้ ในยูฟ่า คัพ นัดชิงชนะเลิศกับ อลาเบส ในปี 2001 ต่อด้วย ลีก คัพ ปี 2003 ตามด้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2005 ก่อนจะมายิงได้ในเอฟเอ คัพ ปี 2006

 

 

2006-2007 : รองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

หงส์แดง ออกสตาร์ทฤดูนี้ได้สวยหรู ด้วยการเฉือนเอาชนะ เชลซี มาได้ 2-1 ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ช่วงเปิดฤดู ซึ่ง แม้ว่า เจอร์ราร์ด จะไม่ได้ลงเล่นเป็น 11 ตัวจริง ก่อนที่จะถูกส่งลงไปเล่นแทน เบาเด้นไวน์ เซนเด้น ในช่วงช่วงหลัง แต่ หลังจากนั้น หงส์แดง ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์อะไรก็ตามได้เลย โดยพวกเขาได้ชั้น 3 ในศึกพรีเมียร์ชิพ มีคะแนนตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 21 แต้ม และในเกมเอฟเอ คัพ พวกเขาก็ไปแพ้ให้กับ อาร์เซน่อล ในรอบที่สาม ขณะที่ เกมคาร์ลิ่ง คัพ ทีม “หงส์แดง” ก็กระเด็นตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ไปด้วยน้ำมือของ อาร์เซน่อล อีกเช่นเคย หลังปราชัยคาถิ่น แอนฟิลด์ ของตน ไปแบบย่อยยับ 3-6

Steven Gerrad
อย่างไรก็ตาม สำหรับในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หงส์แดงก็ถือว่าทำผลงานได้ดี หลังจากทุบเอาชนะ บาร์เซโลน่า อดีตแชมป์ในปีที่แล้ว ได้สำเร็จ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะเขี่ย เชลซี ไปได้ในรอบรองชนะเลิศ ด้วยการยิงจุดโทษตัดสิน และเข้าไปชิงดำกับอดีตคู่ปรับเก่าในปี 2001 อย่าง เอซี มิลาน อีกที แต่กลับเป็นหนังคนละม้วน เหมือน พวกเขาต้องเป็น ข้างปราชัยไป 1-2 ในในที่สุด

 

2007-2008 : ออกสตาร์ทดี แต่จบฤดูมือเปล่าอีกรอบ

       
เจอร์ราร์ด สวมบทฮีโร่ของทีมต้นแต่เกมนัดเปิดสนาม ในเกมที่พบกับ แอสตัน วิลล่า ที่ สนามวิลล่า พาร์ค โดย เจอร์ราร์ด ยิงฟรีคิกสุดสวย ระยะ 25 หลา ให้ หงส์แดง ออกนำทีมเจ้าถิ่นไปอีกรอบ เป็น 2-1 ในนาทีที่ 87 ภายหลังจากทีม วิลล่า ทำประตูตีเสมอเพียง 2 นาทีแค่นั้นส่งผลให้ จบเกม เจอร์ราร์ด ซิวตำแหน่ง “แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์” ไปครอง และนี่ก็ถือเป็นชัยชนะนัดแรกในเกมเปิดสนามศึกพรีเมียร์ชิพของทีม นับตั้งแต่ ปี 2002 เป็นต้นมา อีกด้วย

ในวันที่ 28 ตุลาคม 2007 เจอร์ราร์ด ลงสนามให้กับทีม หงส์แดง เป็นนัดที่ 400 ในเกมที่พบกับ อาร์เซน่อล ซึ่งเขาทำประตูได้ด้วยรวมทั้งทำประตูได้ติดต่อกัน 7 นัดรวดหลังจากนั้น ซึ่งถือเป็น นักเตะหงส์แดงคนแรกที่ทำได้ นับตั้งแต่ จอห์น อัลดริดจ์ เคยทำไว้ ในปี 1989 และต่อมาในวันที่ 13 เมษายน 2008 เจอร์ราร์ด ในวัน 28 ปี ก็ลงเล่นให้กับทีม “หงส์แดง” เป็นนัดที่ 300 ในเกมที่พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส

Steven Gerrad
อย่างไรก็ตาม ปีนี้ เจอร์ราร์ด ก็ไม่อาจช่วยให้ หงส์แดง มีแชมป์ติดไม้ติดมือได้อีกเช่นเคย โดยลิเวอรพูล จบชั้น 4 ในศึกพรีเมียร์ชิพ และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่จะโดน เชลซี เขี่ย ตกรอบไปในที่สุด แต่ เจอร์ราร์ด ก็สามารถทำประตูให้ทีมได้เป็นกอบเป็นกำถึง 22 ลูก รวมทั้งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล พีเอฟเอ เป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 6 ปี ใกล้เคียงกับ เฟร์นานโด ตอร์เรส หัวหอกเพื่อให้นร่วมทีม

2008-2009 อีกนิดเดียว ไม่น่าพลาดเลย 

เจอร์ราดมีปัญหาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาตั้งแต่ต้นฤดู แต่เขาก็รับมือกับมันได้อย่างไม่มีปัญหา เจอร์ราดน่าจะยิงครบร้อยในชุดหงส์แดงตั้งแต่วันที่20กันยายน กับสโต๊กแต่ผู้กำกับเส้นให้เป็นลูกล้ำหน้า อย่างไรก็ตามในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จในเกมชนะพีเอสวี ไฮโอเฟ่น3-1 ในเกมยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกส์ รอบแบ่งกลุ่ม  นอกจากนั้นเจอร์ราด

หลังจากนั้นเขาเล่นครบ100นัดให้หงส์แดงในบอลยุโรป ในวันที่10มีนาคม2009 ที่เอาชนะเรอัล มาดริด4-0 และเป็นผู้ยิงคนเดียว2ประตู และยังทำประตูจากลูกจุดโทษให้ทีมถล่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด4-1ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกด้วย ในเวลาเดียวกันนี้ เจอร์ราดยังถูกยกย่องจาก ซีเนอดีน ซีดานว่าป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก

 
ในวันที่22 มีนาคม 2009 เจอร์ราดทำครั้งแฮตทริกแรกในพรีเมียร์ ลีก ในเกมที่ถล่มแอสตัน วิลล่า 5-0 และในวันที่13 พฤษภาคม 2009 เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมจากการโหวตของนักข่าว และก็เป็นนัดแรกในรอบ19ปีของนักเตะหงส์แดงที่ได้รางวัลนี้ด้วย

บทสรุปของฤดู2008-2009 เจอร์ราดพาหงส์แดง จบชั้นที่2 เป็นรองแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นแชมป์ 

           ฤดู 2009-2010 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู ถือว่าเป็นฤดูที่ย่ำแย่ของหงส์แดง โดย "หงส์แดง" ตกรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างรวดเร็ว ส่วนในเอฟเอคัพ ก็ตกรอบตั้งแต่รอบ 3 โดยพ่ายต่อ เรดดดิ้ง 1-2 และที่แย่ไปกว่านั้น คือผลงานในพรีเมียร์ลีก หงส์แดง ทำชั้นได้ต่ำที่สุดในรอบหลายปี ด้วยการจบชั้น 7 ซึ่งแตกต่างกับปีที่แล้ว ที่หงส์แดงแพ้แค่ 2 นัดแม้กระนั้นปีนี้แพ้ถึง 11 นัด

           ในฤดู 2010-2011 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 21 นัด ยิงได้แค่ 4 ประตู เนื่องด้วย เจอร์ราร์ดมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ เจอร์ราร์ดต้องพักจนจบฤดูก่อนเพื่อให้นร่วมทีม ผลงานในพรีเมียร์ลีก ได้ชั้น 6 ของตารางทำให้ หงส์แดง ไม่ได้ไปเล่นบอลยุโรป และในเอฟเอคัพ รอบ 3 หงส์แดง เจอกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ โอลด์แทรฟฟอร์ด แต่ก็แพ้ไป 1-0 และเจอร์ราร์ด ก็โดน ใบแดง ไล่ออกจากสนามอีกด้วย แต่ผลงานในยูโรปาลีก เจอร์ราร์ด สามารถทำแฮตทริกได้ ในนัดที่เจอกับ นาโปลี โดยหงส์แดงชนะไป 3-1

          ซีซั่น 2011-2012 เจอร์ราร์ดลง เล่นในเกมลีก 18 นัด ยิงประตูไปได้ 5 ประตู ทั้งยังซีซั่นนี้ ถือว่าเป็นยุคที่ตกต่ำต่อเนื่องของหงส์แดง หลังจากได้ชั้น 8 ของศึกพรีเมียร์ลีก และขาดผู้เล่นหลักๆไปเยอะ และเจอร์ราร์ด ก็ไม่ได้ลงเล่นบ่อยมากนักโดยเฉพาะในช่วงต้นฤดู ประตูแรกที่เจอร์ราร์ดยิงได้ในลีกฤดูนี้คือในนัดที่เสมอกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1-1 แต่ในลีกคัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เขาก็ยิงประตูชัยให้ หงส์แดง เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง เอติฮัดสเตเดียม 1-0 ก่อนจะเสมอ 2-2 ในนัดที่ 2 ที่ แอนฟีลด์

          กัปตันทีมชาติอังกฤษ สามารถนำทีมได้แชมป์ ลีกคัพ มาได้ ด้วยการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ผลประตูรวม 3-2 ก่อนจะนำทีมไปสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพทว่าก็แพ้ เชลซี ไปอย่างน่าเสียดาย 1-2 ในฤดูนี้เจอร์ราร์ดทำ แฮตทริก ได้ 1 ครั้งคือ ในนัดที่เจอกับ เอฟเวอร์ตัน โดยหงส์แดงชนะไป 3-0 และเป็นการลงสนามนัดที่ 400 ในพรีเมียร์ลีก ของ เจอร์ราร์ด รวมทั้งเป็นการลงสนามนัดที่ 250 ในการเป็นกัปตันทีมของ เจอร์ราร์ด อีกด้วย

          ฤดู 2012-2013 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 36 นัด ยิงประตูไปได้ 9 ประตู ถือว่าเป็นฤดูที่เจอร์ราร์ดลงสนามเป็นตัวจริงทุกนัด แต่ไม่ได้ลง 2 นัดสุดท้าย เนื่องจากว่า เจอร์ราร์ด ต้องผ่าตัดหัวไหล่หลังจากได้รับอาการบาดเจ็บจากเกมส์ที่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 0-0 ประตูแรกที่เจอร์ราร์ดยิงได้ในลีกฤดูนี้คือ ในนัดที่แพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-1 และผลงานในพรีเมียร์ลีกได้ชั้น 7 ของตารางทำให้- หงส์แดง ไม่ได้ไปเล่นบอลยุโรป แต่ยังมีเรื่องให้น่าจดจำก็คือ เจอร์ราร์ดลงสนามนัดที่ 600 ในนัดที่เจอกับนิวคาสเซิลยูไนเต็ด

     วันที่ 3 สิงหาคม 2013 เจอร์ราร์ด ลงสนามในแมตช์เกียรติยศของตนเอง จากนั้นในวันที่ 15 กรกฎาคม 2013 เจอร์ราร์ดได้ต่อสัญญากับหงส์แดงไปอีก 2 ปี ในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 2013 เจอร์ราร์ดได้ทำประตูที่ 100 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เสมอกับ นิวคาสเซิล ที่ เซนต์ เจมส์พาร์ค 2-2
เส้นทางกับทีมชาติอังกฤษ
 

 

 

นอกจากจะเป็นกำลังสำคัญของ หงส์แดง แล้ว เจอร์ราร์ด ยังเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษ อีกด้วย โดยเขาลงเล่นให้กับทีม “สิงโตคำราม” ชุดใหญ่ เป็นนัดแรก ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2000 ซึ่งเป็นเกมที่ อังกฤษ ภายใต้การคุมทีมของ เควิน คีแกน พบกับ ยูเครน  และเขาเคยถูกเรียกติดทีมอังกฤษ ชุดลุยศึกบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2000 ที่ประเทศ เบลเยี่ยม และ ฮอลแลนด์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องมาจากไม่อาจยึดตำแหน่งตัวจริงได้

อย่างไรก็ตาม 2 ปี ให้หลัง เจอร์ราร์ด ก็สามารถทำประตูแรก ในทีมชาติอังกฤษ ได้ในนัดที่ "สิงโตคำราม" บุกไปถล่มเอาชนะ เยอรมัน 5-1 ในบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก โซนยุโรป โดยแมตช์ดังที่กล่าวถึงมาแล้วเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ปี 2001 และได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดนัดหนึ่งในประวัติศาสตร์ของทีมชาติอังกฤษ พร้อมกับพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้าย บอลโลก ปี 2002 ที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ได้สำเร็จ แต่ทว่า เขาก็โชคร้าย ต้องถอนตัวออกจากทัพในทีมชุดนั้น เพราะมีอาการบาดเจ็บรบกวนที่โคนขาหนีบ จนต้องเข้ารับการผ่าตัด 

 
มาถึง ในศึกยูโร 2004 ที่ประเทศ โปรตุเกส เจอร์ราร์ด ได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมในการทำศึกทัวร์นาเม้นต์บอลรายการใหญ่ๆ อีกรอบ โดยคราวนี้ เขามีส่วนสำคัญทำให้ทีม ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ทว่า ก็ต้องตกรอบไป หลังจากดวลจุดโทษแพ้ให้กับ ทีมเจ้าภาพ ไปอย่างน่าเสียดาย  และอีก 2 ปี ต่อมาในบอลโลก 2006 รอบสุดท้าย ที่เยอรมัน เจอร์ราร์ด มีปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เจอร์ราร์ด ก็กลับมาฟิตบริบูรณ์ได้ทันเวลา และช่วยพาทีมอังกฤษ ทำผลงานเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ได้สำเร็จ โดยไปพบกับ โปรตุเกส และเกมก็ยืดเยื้อจุดถึงการดวลจุดโทษ ซึ่ง เจอร์ราร์ด ก็ต้องฝันร้าย เมื่อเป็น1 ใน 3 ผู้เล่นอังกฤษ ที่ยิงไปติดเซฟของ ริคาร์โด้เปไรร่า  ผู้รักษาประตูของทีม ฝอยทอง และแปลงเป็นการปิดฉากเส้นทางของอังกฤษในบอลคราวนี้  และ เจอร์ราร์ด ก็คว้าดาวซัลโวสูงสุดของทีม ไปครอง ที่ 2 ประตู 

เจอร์ราดได้รับเลือกให้เป็นรองกัปตันทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทีมของสตีฟ แม็คคลาเรน อังกฤษพ่ายต่อโคเอรเชีย และรัสเซีย มีผลทำให้กระเด็นตกรอบคัดเลือกยูโร2008ไปอย่างเจ็บปวด ปัจจุบันทีมชาติอังกฤษแต่งตั้ง ฟาบิโอ คาเปลโล่ มากุมบังเหียนแทนที่ สตีฟ แม็คลาเรน และกำลังไปได้สวย ในศึกบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป

 

ชีวิตส่วนตัว

     

เจอร์ราร์ด แต่งงานกับ อเล็กซ์ คูร์ราน และมีบุตรสาวสองคน คือ ลิลลี่-เอลล่า เจอร์ราร์ด (เกิดช่วงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2004) และ เล็กซี่ เจอร์ราร์ด (เกิดช่วงวันที่ 9 พฤษภาคม 2006) โดยทั้งคู่แต่งงานกันที่ คลิเวเดน ในวันที่ 16 มิถุนายน 2007 ซึ่งเป็นวันเดียวกับงานแต่งของเพื่อให้นร่วมทีมชาติอังกฤษ อย่าง แกรี่ เนวิลล์, ไมเคิ่ล คาร์ริค และ ร็อกสตาร์ชื่อดัง อย่าง ร็อด สจ๊วร์ต ก่อนที่หนึ่งวันให้หลัง จอห์น เทอร์รี่ กองหลังกัปตันทีมเชลซี ก็สละไม่มีคู่ตามไปอีกเช่นกัน

ในวันที่ 1 กันยายน 2006 เจอร์ราร์ด ได้เขียน อัตชีวประวัติของตน ที่มีชื่อหนังสือว่า “Gerrard: My Autobiography”  ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว และชีวิตการ

เป็นนักเตะกับ หงส์แดง และ ทีมชาติอังกฤษ แถมหนังสือเล่มนี้ ยังได้รับรางวัลหนังสือกีฬาแห่งปี “กาแล็กซี่ บริติช บุ๊ค อวอร์ดส์” ซึ่งเอาชนะ หนังสืออัตชีวประวัติของยอดดาวยิงระดับตำนานของโลก อย่าง เปเล่ อีกด้วย

ในวันที่ 29 ธันวาคม 2006 เจอร์ราร์ด ได้รับชั้นยศ เอ็มโอบี (Member of the Order of the British Empire) จาก พระราชินี อลิซาเบธ ที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ในฐานะคนที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่แวดวงกีฬาของอังกฤษ 

เกียรติประวัติ

ระดับสโมสร

FA Premier League:
Runner-up: 2001-02

FA Cup: Winner:
2000-01, 2005-06

League Cup: 
Winner: 2000-01, 2002-03
Runner-up: 2004–05

Community Shield:
Winner: 2001, 2006
Runner-up: 2002

FA Youth Cup:
Winner: 1995–96

UEFA Champions League: 
Winner: 2004-05
Runner-up: 2006-07

UEFA Cup:
Winner: 2000-01

European Super Cup: 
Winner: 2001, 2005

FIFA World Club Championship:
Runner-up: 2005

ส่วนตัว :

Member of the Order of the British Empire (MBE): 2007
UEFA Team of the Year: 2004-2005, 2005-2006, 2006-2007
FIFPro World XI: 2006-2007
PFA Players' Player of the Year: 2005-2006
PFA Young Player of the Year: 2000-2001
PFA Fans' Player of the Year: 2000-2002
PFA Team of the Year: 2000-2001, 2003-2004, 2004-2005, 2005-2006, 2006-2007, 2007-2008
Match of the Day's Goal of the Season: 2005-06
BBC Sports Personality of the Year Third Place: 2005
UEFA Champions' League Most Valuable Player: 2004–05
Barclays Player of the Month: March 2001, March 2003, December 2004, April 2006

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *